รัฐต้องเลือกความมั่นคงทางพลังงานมาก่อนผลประโยชน์ทางตรงที่จะได้รับ


 

รัฐเลือกความมั่นคงทางพลังงานมาก่อนผลประโยชน์ทางตรงที่จะได้รับ

 

การเรียกร้องให้ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตของเครือข่ายประชาชนที่ผนึกกำลังกันมาตั้งแต่ตั้น แต่แยกบทบาทกันเล่น ทั้งในส่วนของกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงาน  ,เครือข่ายมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ,ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน,กรีนพีซ  โดยเชื่อว่าแหล่งปิโตรเลียมของไทยมีโครงสร้างทางธรณีวิทยา เดียวกันกับมาเลเซีย ดังนั้นจึงควรจะใช้ระบบเดียวกับมาเลเซีย เพื่อให้รัฐได้ผลตอบแทนสูงสุด นั้นเป็นเรื่องที่คิดได้  และใครๆก็อยากจะให้เป็นเช่นนั้น  แต่ในความเป็นจริงแล้วศักยภาพปิโตรเลียมของไทยนั้นแตกต่างจากมาเลเซียอย่างสิ้นเชิง จะมีคาบเกี่ยวกันบ้างเฉพาะช่วงตอนท้ายของแนวเขตของอ่าวไทยและพื้นที่ทับซ้อน ดังนั้นอำนาจในการต่อรองของรัฐไทยกับบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จึงมีน้อยกว่ามาเลเซีย 

ข้อมูลเปรียบเทียบกันระหว่างความยากง่ายในการสำรวจของแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทยและของมาเลเซีย ก็ยิ่งเห็นได้ชัด ว่าแหล่งปิโตรเลียมของมาเลเซียนั้นใหญ่กว่าแหล่งของไทยมาก แถมยังเจอน้ำมันดิบมากกว่า ในขณะที่ไทยส่วนใหญ่เป็นก๊าซธรรมชาติ 

ในแหล่งที่ว่ามีขนาดใหญ่ของไทยอย่าง บงกชเหนือ(อ่าวไทย) ที่มีปริมาณสำรองปิโตรเลียมอยู่ที่ประมาณ 5.2 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ก็ยังเทียบไม่ได้กับแหล่งLUCONIAE-11 ของมาเลเซีย ที่มีปริมาณสำรองมากถึง11.65ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต  อัตราการผลิตของบงกชเหนือ เฉลี่ยวันละ 605ล้านลูกบาศก์ฟุต ต้องใช้หลุมผลิตมากถึง 334 หลุม แต่ของมาเลเซีย อัตราการผลิตเฉลี่ยวันละ 1,138ล้านลูกบาศก์ฟุต  แต่ใช้หลุมผลิตเพียง 25 หลุมเท่านั้น

นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ไทยต้องใช้ระบบสัมปทาน แทนระบบแบ่งปันผลผลิต เพราะมีความเหมาะสมกับศักยภาพปิโตรเลียมที่มีอยู่  เพราะถ้าขืนไปใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต ไม่มีทางที่รัฐจะเรียกร้องผลประโยชน์ของผลผลิตปิโตรเลียมในสัดส่วน70% เหมือนกับมาเลเซีย


ดร. คุรุจิต  นาครทรรพ  รองปลัดกระทรวงพลังงาน  ย้ำมาโดยตลอดว่า รัฐต้องเลือกความมั่นคงด้านพลังงานมาก่อนผลประโยชน์ทางตรงที่รัฐจะได้รับ  เพราะถ้าไม่เรียกร้องผลประโยชน์สูงๆ ก็จะไม่มีใครมาลงทุนสำรวจ เมื่อไม่มีใครมา ก็ไม่สามารถที่จะนำปิโตรเลียมที่มีอยู่ขึ้นมาใช้ได้  ทางออกก็ต้องไปนำเข้าปิโตรเลียมที่มีราคาแพงกว่ามากใช้

ต้องไม่ลืมว่า  ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมูลค่าปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท  โดยนำเข้าน้ำมันดิบประมาณร้อยละ  85 และก๊าซธรรมชาติประมาณร้อยละ 15  ของความต้องการใช้ภายในประเทศ  ในขณะที่ภาคการผลิตไฟฟ้าต้องพึ่งก๊าซธรรมชาติเกือบร้อยละ 70 ของเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตทั้งหมดของประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสวนทางกับปริมาณสำรองที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ  ดังนั้นหากเราไม่สามารถจัดหาปริมาณสำรองเพิ่มเติมเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าวได้  ประเทศอาจต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงาน  หรือจำเป็นต้องสูญเสียเงินตราในการนำเข้าพลังงานในรูปแบบอื่น  ที่จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง

และต้องไม่ลืมอีกว่าพื้นที่ที่นำมาเปิดสัมปทานรอบที่21  จำนวน 29 แปลง นั้น ส่วนใหญ่เป็นแปลงสัมปทานที่เคยเปิดให้เอกชนมาสำรวจแล้วแต่ไม่พบและมีการคืนพื้นที่กลับมา  ดังนั้นการจะไปเรียกร้องผลประโยชน์ที่มากกว่าเดิม ก็จะยิ่งทำให้เอกชนลดความสนใจลง  อย่างไรก็ตามในกระแสการเรียกร้องของประชาชนที่อยากจะเห็นรัฐ  ได้ประโยชน์มากขึ้น นั้น ทำให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ปรับเงื่อนไขเพิ่มเติมบางอย่างเพิ่มขึ้นจากเดิม จนทำให้สัมปทานรอบใหม่นั้น ถูกเรียกว่าระบบ ไทยแลนด์ทรีพลัส  

 

โดยระบบไทยแลนด์ทรีพลัส (Thailand (III) Plus)  รัฐจะได้รับประโยชน์จาก การเก็บค่าภาคหลวงในอัตรา 5 ? 15% จากรายได้การขายปิโตรเลียม, เก็บเงินภาษีเงินได้ 50% จากกำไร , การเรียกเก็บเงินผลตอบแทนพิเศษ หรือ Special Remuneratory Benefit (SRB) เมื่อมีกำไรหลังคืนทุนแล้ว หรือเมี่อราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูงตามหลักเกณฑ์ที่รัฐกำหนด ,การสนับสนุนเงินเพื่อการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น (ช่วงสำรวจได้ไม่น้อยกว่าปีละ 1 ล้านบาท และช่วงผลิตจะได้ไม่น้อยกว่าปีละ 2 ล้านบาท) , เสนอให้บริษัทไทยเข้าร่วมประกอบกิจการในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 และที่สำคัญต้องใช้สินค้าและบริการในประเทศของเราเป็นอันดับแรก

โดยที่จะมีผลประโยชน์เพิ่มเติมเข้ามาใหม่ 2 ส่วนสำคัญ คือ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือ Signature Bonus เมื่อมีการลงนามกับเอกชนที่ได้รับสัมปทาน แม้ว่าจะสำรวจพบปิโตรเลียมหรือไม่ และการเรียกเก็บผลประโยชน์เพิ่มเติม เมื่อเอกชนสามารถผลิตได้ตามเกณฑ์ที่รัฐกำหนด หรือ Production Bonus

กระทรวงพลังงานประเมินว่า   หากมีผู้มายื่นขอทุกแปลงที่เปิดให้มีการยื่นขอครั้งนี้ จะก่อให้เกิดการลงทุนประเทศไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท (จากข้อผูกพันขั้นต่ำที่กำหนดเงื่อนไขในสัมปทาน   เกิด การสร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศในรูปแบบค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ผลประโยชน์โบนัสพิเศษ ในเงื่อนไขต่างๆ เพื่อนำไปพัฒนาท้องถิ่น (อบจ.,อบต.) ในพื้นที่ผลิตโดยตรง ตลอดจนการจ้างงานในธุรกิจสำรวจและผลิต รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 20,000 อัตรา  และ การสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพราะหากสามารถเดินหน้าให้สิทธิสำรวจและปิโตรเลียม และมีผู้สนใจลงทุนและได้รับสิทธิตามการเชิญชวนครั้งนี้ ประเทศไทยมีโอกาสค้นพบก๊าซธรรมชาติ 1?5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และน้ำมันดิบ 20-50 ล้านบาร์เรล

สำหรับพื้นที่ที่เปิดให้สัมปทานทั้งหมด29แปลง แบ่งเป็น

1. แปลงบนบก  23  แปลง  ดังนี้

- ภาคเหนือและภาคกลาง  6  แปลง  พื้นที่  5,458.91  ตารางกิโลเมตร

- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  17  แปลง  พื้นที่  49,196.40  ตารางกิโลเมตร

2. แปลงในทะเลอ่าวไทย  จำนวน  6  แปลง  พื้นที่  11,808.20  ตารางกิโลเมตร

โดยกระทรวงพลังงานจะประกาศเชิญชวนให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมครั้งนี้  ภายในวันที่  18 กุมภาพันธ์  2558  (รวมระยะเวลา  120 วัน  นับจากวันลงนามในประกาศ) หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง 

 

ความมั่นคงทางด้านพลังงานมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ การเปิดให้มีการสำรวจปิโตรเลียมวันนี้ หมายถึงอย่างน้อยอีก7ปีข้างหน้าจึงจะมีปิโตรเลียมใช้  เลือกใช้ระบบการจัดการทรัพยากรที่เหมาะสมกับศักยภาพที่เราตามข้อเท็จจริง  มีอยู่ ไม่ใช่เรียกร้องระบบที่สร้างค่าตัวสูงเกินจริง จนไม่มีใครอยากคุยด้วย  แล้วในท้ายที่สุดเศรษฐกิจของประเทศก็ได้รับความเสียหาย   

Energy24hours

Comment : รัฐต้องเลือกความมั่นคงทางพลังงานมาก่อนผลประโยชน์ทางตรงที่จะได้รับ
รายการอื่นๆที่น่าสนใจ