เหตุผลที่ต้องปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซฯ


 เหตุผลที่ต้องปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซฯ

                

                

                แน่นอนว่าการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซ (แอลพีจี ,เอ็นจีวี) เป็นหนึ่งในนโยบายการปฏิรูปพลังงานของประเทศไทย เพื่อให้โครงสร้างราคาปรับเข้าสู่ภาวะที่สมดุล

                ทั้งนี้ความไม่สมดุลของโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซที่ผ่านมา แสดงออกมาให้เห็นชัดเจนจากการที่ภาครัฐเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันเบนซิน95 และแก๊สโซฮอล์ เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และนำเงินที่ได้ดังกล่าวไปอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)ในภาคครัวเรือนและขนส่ง เพื่อให้สามารถซื้อได้ในราคาถูกกว่าต้นทุนที่แท้จริง  เกิดความไม่สมดุลและไม่เป็นธรรมกับผู้ใช้น้ำมัน ที่ต้องเป็นผู้เสียสละควักเงินจ่ายแต่เพียงฝ่ายเดียว และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มายาวนาน คือ ผู้ใช้แอลพีจี

                ความไม่สมดุลประการที่สอง คือการที่ประเทศไทยจะก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ในปลายปี 2558 นี้ ซึ่งการเข้าสู่เออีซีจะมีผลกระทบต่อพลังงานของไทยอย่างมาก เนื่องจากไทยอุดหนุนราคาแอลพีจีและดีเซลอยู่ จึงมีผลให้ราคาต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นเมื่อเปิดประตูเสรีขึ้นแล้ว แน่นอนว่าผู้บริโภคจากประเทศเพื่อนบ้านจะแห่กันมาเติมน้ำมันดีเซลและแอลพีจีราคาถูกจากไทย และผลที่ตามมาคือ รัฐบาลไทยต้องใช้เงินมหาศาลในการอุดหนุนราคาเพื่อให้ทั้งคนไทยและต่างชาติมารุมใช้ดีเซลและแอลพีจีราคาถูก ทั้งนี้หากไม่เร่งแก้ไข อนาคตไทยจะต้องสูญเสียเงินอย่างมหาศาลเพื่ออุดหนุนราคาพลังงานให้ต่างชาติได้ใช้ของถูกกันอย่างเพลิดเพลิน

                สำหรับราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนและภาคขนส่งในประเทศไทยอยู่ที่ 22.63 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านดังต่อไปนี้ สปป.ลาว ราคา 48.10 บาทต่อกิโลกรัม, เวียดนาม ราคา 45.50 บาทต่อกิโลกรัม, กัมพูชา ราคา 43.15 บาทต่อกิโลกรัม และเมียนมาร์ ราคา 39.50 บาทต่อกิโลกรัม เป็นต้น

                และความไม่สมดุลที่สาม คือ การอุดหนุนราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ด้วยการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจาก 5.30 บาทต่อลิตร เหลือเพียง 0.005 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย. 2550 และเพิ่มจะมาปรับขึ้นเป็น 0.75 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 28ส.ค. 2557 แต่ก็ทำให้ภาครัฐขายรายได้เข้าคลังเกือบ 4 แสนล้านบาท ซึ่งเงินดังกล่าวสามารถนำไปสร้างรถไฟฟ้าได้กว่า 2 สาย

                ดังนั้นปัญหาดังกล่าวจึงส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยในปี 2557 นี้ ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมันกันไปแล้วรอบแรก โดยขึ้นภาษีน้ำมันดีเซลเล็กน้อย 0.75 สตางค์ต่อลิตรดังกล่าว พร้อมปรับลดภาษีเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลง เพื่อทำให้เกิดความสมดุลทางด้านภาษี โดยเป้าหมายคือมาเจอกันที่ราคา  3 บาทต่อลิตร

                โดยปัจจุบันราคาต่างกันมาก โดยเบนซิน95 อยู่ที่ 5.60 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์อยู่ประมาณ 4-5 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์อี 85 อยู่แค่ 0.84 บาทต่อลิตร และดีเซลอยู่แค่ 0.75 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ตามขณะนี้กระทรวงพลังงานกำลังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันรอบ 2 ซึ่งจะมีผลให้ภาษีเฉลี่ยมาอยู่ที่ 3 บาทต่อลิตรในเร็วๆนี้

                นอกจากนี้ภาครัฐยังดำเนินการปรับโครงสร้างราคาก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวีด้วย โดยเมื่อเดือน ต.ค. 2557 กระทรวงพลังงานได้ปรับขึ้นเอ็นจีวีแล้ว 1 บาทต่อกิโลกรัม โดยมาอยู่ที่ 11.50 บาทต่อกิโลกรัม จากต้นทุนที่รัฐได้ศึกษาไว้ว่า ต้นทุนแท้จริงควรอยู่ระดับ 14-15 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเท่ากับเป็นการค่อยๆ ทยอยปรับขึ้นเพื่อรอให้ประชาชนได้ปรับตัวกับราคาพลังงานที่สูงขึ้นนั่นเอง

                รวมทั้งยังได้ปรับขึ้นแอลพีจีภาคขนส่งและภาคครัวเรือนให้กลับมามีราคาเท่ากัน โดยปัจจุบัน( 3 พ.ย. 2557 ) ราคาอยู่ที่ 22.63 บาทต่อกิโลกรัม จากต้นทุนหน้าโรงแยกก๊าซที่เคยศึกษาไว้อยู่ที่ 24.82 บาทต่อกิโลกรัม และขณะนี้กระทรวงพลังงานกำลังพิจารณากันใหม่ว่าต้นทุนควรไปอยู่ที่หน้าโรงแยกก๊าซ หรือ หน้าโรงกลั่นที่ 26 บาทต่อกิโลกรัม หรือ เฉลี่ย 3 ภาค คือ หน้าโรงแยกก๊าซ โรงกลั่น และราคานำเข้า ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 27-29 บาทต่อกิโลกรัม

                อย่างไรก็ตามเป้าหมายที่หลีกไม่พ้นคือ การแก้ปัญหาความสมดุลราคาพลังงาน ซึ่งแน่นอนว่า ต้องปรับขึ้นราคาก๊าซทั้งแอลพีจีและเอ็นจีวีอย่างแน่นอน  ส่วนวิธีการจะทยอยขึ้นเท่าไหร่นั้นคงอยู่ที่การพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนเป็นสำคัญ และท้ายที่สุดราคาแอลพีจีจะกลับมาเป็นราคาเดียวกันทั้ง 3 ภาค คือ ครัวเรือน ขนส่งและอุตสาหกรรมที่ตอนนี้ลอยตัวราคาไปก่อนแล้ว ซึ่งเท่ากับการค่อยๆ สะท้อนราคาที่แท้จริงนั่นเอง ส่วนราคาดีเซลในอนาคตก็จะต้องสะท้อนราคาตลาดโลกเช่นกัน ซึ่งภาครัฐกำลังส่งสัญญาณค่อยๆ ถอนการอุดหนุนราคาลงแล้ว  

                ดังนั้นทิศทางราคาทั้งน้ำมันและก๊าซฯ จะปรับขึ้นแน่นอน ให้ไปสะท้อนราคาต้นทุนตามความเป็นจริง และในอนาคตจะปรับขึ้นลงก็จะเป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งผู้บริโภคคงจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับราคาพลังงานในความเป็นจริงมากขึ้นต่อไป        # สมสมร 

Comment : เหตุผลที่ต้องปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซฯ
รายการอื่นๆที่น่าสนใจ