พายุหมุน "บอมบ์ไซโคลน" โจมตีสหรัฐ การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มความเสี่ยงของระบบไฟฟ้า


พายุหมุน "บอมบ์ไซโคลน" โจมตีสหรัฐ การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มความเสี่ยงของระบบไฟฟ้า

 

 


         ในช่วงที่สหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับพายุหมุนบอมบ์ไซโคลน (Bomb Cyclone) ที่ทำให้เกิดปัญหาสภาพอากาศเลวร้าย ทั้งพายุหิมะและอากาศเย็นยะเยือก จนมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสูง โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะถ่านหิน ได้แสดงบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าสูงสุด เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า โดยหากมีการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต จะยิ่งทำให้ระบบเกิดความเสี่ยงต่อปัญหาไฟฟ้าดับได้

         รายงานฉบับล่าสุดโดยสถาบันวิจัยเทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (National Energy Technology Laboratory : NETL) กระทรวงพลังงาน ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ในฤดูหนาวช่วงต้นปี 2561 ที่ผ่านมา ที่อเมริกาต้องเผชิญสภาพอากาศหนาวเย็นติดลบ 40-50 องศาเซลเซียส จากพายุบอมบ์ไซโคลน และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งขึ้นสูงเพื่อให้ความร้อนและความอบอุ่น เป็นช่วงที่โรงไฟฟ้าถ่านหินทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้ามากที่สุดเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ และช่วยรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า โดยนอกจากถ่านหินแล้ว น้ำมันยังเป็นอีกหนึ่งเชื้อเพลิงที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเร่งผลิตไฟฟ้าให้พอต่อความต้องการด้วย

 

 

 

สภาพกรุงนิวยอร์คเมื่อโดนบอมบ์ไซโคลนกระหน่ำเมื่อวันที่ 2 มีนาคม

https://hellogiggles.com/news/new-york-city-weather-bomb-cyclone-march-2018/

 

         ในรายงานของ NETL ยังได้ระบุถึงต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ในช่วงที่พายุบอมบ์ไซโคลนกระหน่ำอเมริกาเหนือเป็นระยะเวลา 2 อาทิตย์ โดยมีต้นทุนสูงถึง 288 ล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน หรือคิดเป็น 98 เหรียญสหรัฐต่อเมกะวัตต์ หมายความว่าในช่วงที่เกิดพายุราว 2 อาทิตย์ มีค่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับ 2 อาทิตย์ก่อนหน้าที่ยังไม่เกิดพายุบอมบ์ไซโคลน ซึ่งมีต้นทุนอยู่ 225 ล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน หรือ 73 เหรียญสหรัฐต่อเมกะวัตต์

 

 

 

หิมะท่วมถนนในสหรัฐอเมริกา ผลจากพายุหมุนบอมบ์ไซโคลน

http://thehill.com/policy/energy-environment/370313-trump-admin-uses-bomb-cyclone-to-push-coal-energy

 

          รายงานฉบับนี้ยังได้แสดงความกังวลถึงสถานการณ์ในอนาคต หากการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นไปตามแผนที่วางไว้ และหากเผชิญสภาพอากาศเลวร้ายอีก ค่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น และเพื่อรักษาความเชื่อถือได้ของระบบ โรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์ที่จะต้องถูกปิดตามแผน จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าอื่น ๆ ที่มีความเชื่อถือได้ในระดับเท่าเทียมกัน มาแทนที่ รวมทั้งต้องพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานของระบบที่เกี่ยวข้อง เช่น ท่อส่งก๊าซธรรมชาติหรือสายส่งไฟฟ้า ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย

         ทั้งนี้ สถาบัน NETL จะจัดทำรายงานวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกรายโรงของโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลและนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าฐาน เพื่อหาความเสี่ยงในระบบไฟฟ้าหากมีโรงไฟฟ้าฐานต้องปิด รวมถึงความจำเป็นของเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อรองรับความมั่นคงของระบบไฟฟ้าทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน อย่างเช่นสภาพอากาศที่ไม่อาจควบคุมได้

 

 

แปลและเรียบเรียง : สุภร เหลืองกำจร

ข้อมูลจาก Bomb cyclone showed coal retirements could raise risks for grid, DOE says

https://www.utilitydive.com/news/bomb-cyclone-showed-coal-retirements-could-raise-risks-for-grid-doe-says/520107/

Comment : พายุหมุน "บอมบ์ไซโคลน" โจมตีสหรัฐ การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มความเสี่ยงของระบบไฟฟ้า