ทำไม ต้นทุนพลัง แดดและลมถูกลง แต่ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น

02/05/2018 | 141 | Tags : กฟผ. ไฟฟ้า แสงแดด

ทำไม ต้นทุนพลัง แดดและลมถูกลง แต่ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น

 


 

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา สื่อต่างก็เผยแพร่ข้อมูลซ้ำๆ ว่าต้นทุนแผงเซลล์แสงอาทิตย์และกังหันลมถูกลงมาก ทำให้คนที่ได้รับข้อมูลเข้าใจว่ายิ่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และลมเท่าไร ยิ่งทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริง สถานการณ์เป็นไปในทางตรงกันข้าม


ฟาร์มกังหันลม Burbo Bank นอกชายฝั่งเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ

 

         ในช่วงปี 2552-2560 ราคาแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ลดลงร้อยละ 75 ขณะที่ราคากังหันลมต่อวัตต์ลดลงร้อยละ 50 แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง ค่าไฟในประเทศที่ผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนจำนวนมาก กลับสูงขึ้นมหาศาล เช่น ในประเทศเยอรมนี ที่ค่าไฟระหว่างปี 2549-2559 สูงขึ้นร้อยละ 51 ซึ่งเป็นช่วงที่ขยายกำลังผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และลม ส่วนรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงการขยายกำลังผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ระหว่างปี 2554-2560 ค่าไฟเพิ่มร้อยละ 24 และเดนมาร์คที่ค่าไฟเพิ่มถึง 100 เปอร์เซ็นต์ นับจากปี 2538 ที่เริ่มผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก โดยเฉพาะพลังงานลม

         จึงเกิดคำถามว่า หากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และกังหันลมถูกลงมาก ทำไมค่าไฟฟ้าถึงแพงขึ้น แทนที่จะถูกลง

 


ค่าไฟฟ้าประเทศเยอรมนีสูงขึ้นร้อยละ 51 ระหว่างช่วงที่มีการขยายกำลังผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และลม

 

         อาจมีข้อสันนิษฐานว่า ขณะที่ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และลมถูกลง แหล่งพลังงานอื่นอย่างถ่านหิน นิวเคลียร์ และก๊าซธรรมชาติแพงขึ้น และทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมสูงขึ้น แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะราคาก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาลดลงร้อยละ 72 ระหว่างปี 2552-2559 จากการพัฒนาเทคโนโลยีการขุดเจาะ และในยุโรป ส่วนต้นทุนพลังงานนิวเคลียร์และเชื้อเพลิงถ่านหินในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ส่วนใหญ่มีราคาคงที่



ค่าไฟฟ้ารัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา แพงขึ้นร้อยละ 24 ในช่วงการขยายกำลังผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ระหว่างปี 2554-2560

 

         อีกข้อสันนิษฐานคือ การปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อาจทำให้ค่าไฟแพงขึ้น เพราะตั้งแต่ปี 2553 รัฐแคลิฟอร์เนียปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กำลังผลิต 2,140 เมกะวัตต์ ไป 1 โรง และเมื่อเปรียบเทียบค่าไฟของรัฐแคลิฟอร์เนียและอิลลินอยส์ พบว่าค่าไฟในอิลลินอยส์ถูกกว่าร้อยละ 42 ขณะที่เยอรมนีปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไป 5 โรง และหยุดใช้งานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์อีก 4 เครื่อง ทำให้กำลังผลิตพลังงานนิวเคลียร์ของเยอรมนีหายไป 10,980 เมกะวัตต์ และหากเทียบค่าไฟระหว่างฝรั่งเศสและเยอรมนี พบว่าค่าไฟของฝรั่งเศสถูกกว่าร้อยละ 45

 

         อย่างไรก็ตาม ข้อสันนิษฐานเรื่องการปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทำให้ค่าไฟแพงขึ้น ถูกหักล้างด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า เชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าแทนที่พลังงานนิวเคลียร์ ทั้งก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ยังมีต้นทุนต่ำ โดยที่ทั้งรัฐแคลิฟอร์เนียและเยอรมนีจะต้องการใช้เชื้อเพลิง 2 ประเภทนี้มากขึ้น

 

         สุดท้ายพลังงานแสงอาทิตย์และลมจึงน่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ค่าไฟแพงขึ้น แต่ทำไมแผงเซลล์แสงอาทิตย์และกังหันลมที่ถูกถึงทำให้ค่าไฟแพงขึ้นกว่าเดิมได้ เหตุผลก็คือ ลักษณะของพลังงานตามธรรมชาติที่มีความไม่แน่นอน หลาย ๆ ครั้งที่ทั้งลมและแสงอาทิตย์ผลิตพลังงานได้มาก เมื่อไม่ได้มีความต้องการใช้ และผลิตได้ไม่เพียงพอในช่วงที่มีความต้องการใช้สูง ทำให้การมีอยู่ของพลังงานลมและแสงอาทิตย์ในระบบไฟฟ้า จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ พลังน้ำ แบตเตอรี่เก็บพลังงานหรือแหล่งพลังงานอื่น ๆ ที่พร้อมจะผลิตไฟฟ้าทันที เมื่อลมหยุดพัดและพระอาทิตย์ไม่ส่องแสง

 

         ลักษณะความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน ทำให้รัฐและประเทศที่พึ่งพาพลังงานลมและแสงอาทิตย์จำนวนมาก อย่างเยอรมนี รัฐแคลิฟอร์เนีย และเดนมาร์ก ต้องยอมจ่ายเงินให้ประเทศเพื่อนบ้านหรือรัฐใกล้เคียงใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากลมและแสงอาทิตย์ได้มากเกินไป

 

         ส่วนต้นทุนของแผงเซลล์แสงอาทิตย์และกังหันลมที่ลดลง ได้มีข้ออธิบายไว้ในรายงานฉบับหนึ่งของ Energy Policy โดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมัน นาย Leon Hirth ซึ่งคาดการณ์มูลค่าทางเศรษฐกิจของลมและแสงอาทิตย์ว่าจะลดลงอย่างมาก หาก มีสัดส่วนแหล่งพลังงานในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น

 

          Leon Hirth คาดการณ์ว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจของลมในระบบไฟฟ้าของทวีปยุโรปจะลดลงร้อยละ 40 เมื่อ มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้า ถึงร้อยละ 30 ขณะที่มูลค่าทางเศรษฐกิจของแสงอาทิตย์จะลดลงร้อยละ 50 เมื่อครองสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าแค่ร้อยละ 15

 


Leon Hirth คาดการณ์ว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจของลมจะลดลงร้อยละ 40 เมื่อลมครองสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าได้ร้อยละ 30 ขณะที่มูลค่าทางเศรษฐกิจของแสงอาทิตย์จะลดลงร้อยละ 50 เมื่อครองสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าแค่ร้อยละ 15

 

         ในปี 2560 เดนมาร์ก เยอรมนี และรัฐแคลิฟอร์เนียมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากลมและแสงอาทิตย์ถึงร้อยละ 53 ร้อยละ 26 และร้อยละ 23 ตามลำดับ ที่แม้ส่งผลให้มูลค่าของแผงเซลล์แสงอาทิตย์และกังหันลมลดลง แต่เดนมาร์คและเยอรมนีมีค่าไฟฟ้าแพงที่สุดเป็นลำดับ 1 และ 2 ของยุโรป

 

         การที่สื่อต่าง ๆ รายงานข่าวหรือให้ข้อมูลทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ว่าต้นทุนของแผงเซลล์แสงอาทิตย์และกังหันลมถูกลง โดยที่ไม่ได้พูดถึงประเด็นว่าส่งผลให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นอย่างไร ทำให้ผู้กำหนดนโยบายพลังงานและประชาชนทั่วไปเข้าใจผิด

 

         ปัญหาสำคัญคือ ผู้สื่อข่าวหลายคนไม่เข้าใจ และมองว่า "ไฟฟ้า" เป็นสินค้าชนิดหนึ่ง ทั้งที่จริงเป็นการบริการ เปรียบเทียบเหมือนการไปรับประทานอาหารในร้านอาหาร ที่เราไม่ได้จ่ายแค่ค่าวัตถุดิบ แต่เราต้องจ่ายค่าเตรียมและทำอาหาร และค่าส่งอาหารด้วย ค่าวัตถุดิบของร้านอาหารที่เราไปกินเปรียบเหมือนแผงเซลล์แสงอาทิตย์และกังหันลม ที่ต้นทุนลดลงมานานแล้ว แต่เรายังมีต้นทุนส่วนอื่น เช่น กระบวนการผลิตไฟฟ้าและการส่งไฟฟ้าที่เราต้องจ่ายเงินซื้อด้วย

 

         ผู้สื่อข่าวควรต้องรายงานข้อมูลอย่างถูกต้อง รอบด้าน โดยเฉพาะเรื่องสำคัญอย่างพลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยอาจเริ่มต้นจากประเด็นที่ว่า ทำไมในเมื่อพลังงานแสงอาทิตย์และลมราคาถูก ค่าไฟฟ้าจึงแพงขึ้นได้

 

 

แปลและเรียบเรียง : สุภร เหลืองกำจร

ข้อมูลจาก If Solar And Wind Are So Cheap, Why Are They Making Electricity So Expensive https://www.forbes.com/sites/michaelshellenberger/2018/04/23/if-solar-and-wind-are-so-cheap-why-are-they-making-electricity-more-expensive/#11ba4cb51dc6

Comment : ทำไม ต้นทุนพลัง แดดและลมถูกลง แต่ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น
รายการอื่นๆที่น่าสนใจ