กฟผ.เร่งลงทุนสายส่งปีหน้ารองรับความมั่นคงไฟฟ้าประเทศ

26/11/2014 | 1431 | Tags : กฟผ. สายส่ง

กฟผ.เร่งลงทุนสายส่งปีหน้ารองรับความมั่นคงไฟฟ้าประเทศ       

     

          การสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ(พีดีพี)ทั้งแผนเดิมและแผนใหม่ที่กำลังจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ส่งผลให้สายส่งไฟฟ้าไม่เพียงพอรองรับไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นนายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จึงเตรียมแผนเร่งสร้างสายส่งไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยระบุว่า กฟผ.กำลังเร่งลงทุนระบบสายส่งไฟฟ้าเพิ่มเติม หลังได้รับอนุมัติโครงการพัฒนาสายส่งไฟฟ้าจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา บริเวณ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง จำนวน 2,700 เมกะวัตต์ รวมทั้งพัฒนาสายส่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อรองรับไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และสายภายใต้เพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคใต้ รวมมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท คาดว่าเริ่มโครงการได้ในปี 2558  

            อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังขาดสายส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับ โครงการของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่(ไอพีพี) ซึ่งบริษัทในเครือกัลฟ์ เจพี ชนะการประมูลเมื่อปี 2556 จำนวน 5,000 เมกะวัตต์ โดยการผลิตไฟฟ้าโครงการดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ในภาคตะวันออก ซึ่งขณะนี้มีแค่โครงการพัฒนาสายส่งไฟฟ้า อ.ปลวกแดง รองรับไฟฟ้าได้ 2,700 เมกะวัตต์เท่านั้น ไม่เพียงพอรองรับโครงการไอพีพีของกัลฟ์

            ดังนั้นต้องรอให้รัฐบาลกำหนดนโยบายแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ พีดีพี ฉบับใหม่ให้เสร็จก่อน พร้อมทั้งกำหนดการสร้างสายส่งไฟฟ้าเพิ่ม จากนั้นทาง กฟผ. จึงจะสามารถจัดทำแผนพัฒนาสายส่งไฟฟ้าให้รัฐบาลอนุมัติได้ เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนจากรัฐบาล 5,000-6,000 ล้านบาท ทั้งนี้หากไม่มีการอนุมัติพัฒนาสายส่งดังกล่าวจะส่งผลให้ กัลฟ์ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าเข้าระบบได้ตามแผนในปี 2565 ได้

            นายสุนชัย กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวว่า กฟผ.ล็อกสเป็กโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ซึ่งสังเกตได้จากการเสนอราคาประมูลก่อสร้างโรงไฟฟ้าต่างกันถึง 1 หมื่นล้านบาทว่า กฟผ.ยืนยันเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะต่อไป เพราะไม่มีอะไรผิดพลาดเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติทั้งสิ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(คชก.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)ก่อนอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างต่อไป

            สำหรับสาเหตุที่มีการกล่าวอ้างว่า กฟผ.ล็อกสเปกราคานั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ร่วมประมูล 3กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มบริษัท อัลสตอม กลุ่มบริษัทฮิตาชิ และบริษัท ฮาร์บิน จากจีน โดยกลุ่มอัลสตอมได้ยื่นประมูลราคาที่ 3.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่กลุ่มบริษัท ฮิตาชิ ยื่นมาสูงถึง 4.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งต่างกันกว่า 1 หมื่นล้านบาท นั้น เป็นผลมาจากการใช้เทคโนโลยีบอยเลอร์ที่แตกต่างกันมาก ซึ่งมาจากความชำนาญประสบการณ์ที่ต่างกัน ส่วนบริษัทฮาร์บิน จากจีน นั้น กฟผ.ไม่ได้เปิดซองราคา เนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์ด้านประสบการณ์ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

            อย่างไรก็ตามผลการประมูลนั้น กฟผ. ได้เลือกกลุ่มบริษัทอัลสตอม และต่อรองราคาลงมาอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวจะเข้าระบบในปี 2565

            นายสุนชัย กล่าวด้วยว่า ส่วนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปผลประชาพิจารณ์ และเตรียมเสนอต่อ คชก.ในเดือนธ.ค. 2557 นี้ อย่างไรก็ตามยืนยันว่า การผลิตไฟฟ้าถ่านหินที่รัฐบาลอนุมัติให้ กฟผ.ดำเนินการกว่า 4,000เมกะวัตต์ นั้น กฟผ.สามารถดำเนินการเองได้ ไม่จำเป็นต้องมอบให้เอกชนรายอื่นดำเนินการแทน เนื่องจากฐานะทางการเงินของ กฟผ.ยังมั่นคงสูงและสามารถดำเนินการเองได้

.......................... 

 

 

Comment : กฟผ.เร่งลงทุนสายส่งปีหน้ารองรับความมั่นคงไฟฟ้าประเทศ
รายการอื่นๆที่น่าสนใจ