อภิสิทธิ์-ณรงค์ชัย ทำไมราคาน้ำมันไม่ลด นักการเมืองถาม ให้นักเศรษฐศาสตร์ตอบ


อภิสิทธิ์-ณรงค์ชัย ทำไมราคาน้ำมันไม่ลด?

นักการเมืองถาม ให้นักเศรษฐศาสตร์ตอบ

คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี  ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายพลังงานของรัฐบาลว่าด้วยเรื่องของราคาน้ำมันหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งถือได้ว่าสร้างความสั่นสะเทือนให้กับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ไม่น้อย ถึงกับนายกรัฐมนตรีต้องเอ่ยปากถามกลางวงประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9ธ.ค.2557 ที่ผ่านมาด้วยคำถามเดียวกันกับคุณอภิสิทธิ์ ว่าราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงมาก แต่ทำไมราคาน้ำมันในประเทศไม่ลดลงมากเท่ากับตลาดโลก

ในทางการเมือง ถือได้ว่านักการเมืองอาชีพอย่างคุณอภิสิทธิ์ ที่มีแฟนเพจติดตามอ่านเรื่องราวทางเฟซบุคอยู่มากถึง2.3ล้านคน ช่วงชิงจังหวะความได้เปรียบ โดยอาศัยข้อเท็จจริงบางส่วนทางคณิตศาสตร์เกี่ยวกับราคาน้ำมัน เรียกคะแนนนิยมเข้ากระเป๋าตัวเองได้ก่อนโดยที่ฝ่ายรัฐยังตั้งตัวไม่ติด  เพราะมัวแต่เพลินกับช่วงราคาน้ำมันขาลง เก็บเงินเข้ากองทุน  ลดความบิดเบือนทางด้านราคาที่สั่งสมมายาวนาน โดยที่ไม่ทันคิดว่าจะถูกหมัดฮุกจากคุณอภิสิทธิ์เข้าจังๆแบบนี้

นอกเหนือจากการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อกระแสหลักเกี่ยวกับเรื่องราคาน้ำมันแล้ว คุณอภิสิทธิ์ ตั้งคำถามผ่านทางหน้าเพจ Abhisit Vejjajiva ให้เห็นเป็นประเด็นว่า "ปฏิรูปพลังงานแบบไหน ทำไมราคาน้ำมันโลกดิ่งแต่ประชาชนซื้อก๊าซ-น้ำมันแพง"

ซึ่งเนื้อหาโดยสรุปเป็นการโจมตีการทำงานของรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายราคาพลังงานที่มีขัดแย้งกับข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการปฏิรูปพลังงานของภาคประชาชน  ในท่วงทำนองเดียวกับคุณรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ออกมาพูดไว้ก่อนหน้านี้ แต่ดูเหมือนว่า พอคุณอภิสิทธิ์ ออกมาย้ำอีกที สังคมหันมาให้ความสนใจมากกว่า

คุณอภิสิทธิ์ อ้างถึงการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปพลังงานที่ประชาชนควรจะได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นของประเทศและของประชาชนทุกคน และมองว่าในปัจจุบันธุรกิจพลังงานตกอยู่ในมือของภาคเอกชนหลังจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและกำลังทำกำไรมหาศาล ในขณะที่ภาระต้นทุนของประชาชนในการแบกรับราคาพลังงานไม่ได้ลดน้อยลง โดยยกตัวอย่างกรณี ราคาก๊าซหุงต้มและราคาน้ำมันดีเซล   ที่ระบุไว้เป็นข้อๆดังข้อความที่หยิบยกมาให้อ่านด้านล่าง



1. ประชาชนต้องใช้ก๊าซหุงต้มในราคาแพงขึ้นเพราะต้นทุนและราคาในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้น แต่ปรากฏว่าในห้วงเวลาเดียวกันนี้รัฐบาลกลับลดราคาก๊าซอุตสาหกรรมลงมาจากกิโลกรัมละ 30 บาท เหลือเพียง 24 บาทซึ่งสวนทางกับเหตุผลดังกล่าว นอกจากนี้ยังปรากฏว่าบริษัทปิโตรเคมีบางแห่งยังได้รับสิทธิ์ในการซื้อก๊าซหุงต้มในราคาถูกกว่าประชาชน

2. ประชาชนต้องซื้อก๊าซหุงต้มแพงขึ้นเพราะก๊าซกำลังจะหมดจากประเทศแต่ในระยะเวลาเดียวกันรัฐบาลมีนโยบายเปิดเสรีการส่งออกก๊าซหุงต้ม ซึ่งสวนทางกับเหตุผลดังกล่าว ที่สำคัญการใช้ก๊าซหุงต้มของครัวเรือนในการประกอบอาหารเป็นการใช้ตามความจำเป็น การใช้ในราคาถูกหรือแพงมีผลกระทบน้อยมากต่อปริมาณการใช้

สำหรับข้ออ้างที่ว่าการปรับนโยบายครั้งนี้จะเป็นการลดปัญหาการลักลอบก็เป็นตรรกะสำหรับนโยบายสาธารณะที่แปลก ที่รัฐลงโทษประชาชนที่ถูกอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้ลักลอบเอาเปรียบแต่เอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มหลัง

3. ประชาชนต้องซื้อก๊าซหุงต้มแพงขึ้นเพราะกองทุนน้ำมันไม่สามารถแบกรับภาระได้ แต่ข้อเท็จจริงคือปัจจุบันกองทุนน้ำมันไม่มีภาระในการอุดหนุนการใช้ก๊าซของประชาชนแต่อย่างใด และยังมีการลดการเก็บเงินเข้ากองทุนจากผู้ใช้ภาคอุตสาหกรรมด้วย

4 การขึ้นราคาก๊าซหุงต้มไม่กระทบคนยากจนเพราะมีโครงการให้คูปองผู้มีรายได้น้อยให้สามารถซื้อได้ในราคา 18 บาทตามเดิม แต่ข้อเท็จจริงคือประชาชนมีปัญหาในในการเข้าถึงคูปองและร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการโดยปัจจุบันครัวเรือนเพียงร้อยละ 1-2  เท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้

คุณอธิสิทธิ์ ระบุว่า นโยบายของรัฐบาล เป็นการเปลี่ยนแปลงเหตุผลของการให้ประชาชนใช้ก๊าซของตัวเองในราคาเป็นธรรม มาเป็นการเฉลี่ยต้นทุนของก๊าซในประเทศกับต้นทุนการนำเข้าให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมแบกรับภาระเท่าๆกัน จึงเท่ากับตอกย้ำความไม่เป็นธรรมของโครงสร้างราคาพลังงาน และสวนทางกับเหตุผลที่มีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปโดยสิ้นเชิง

สำหรับกรณีราคาน้ำมันดีเซล ที่ในช่วงรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ พยายามจะตรึงราคาไว้เพราะเห็นว่าน้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนสำคัญของกระบวนการผลิตและการขนส่ง ไม่เหมือนกับเบนซินซึ่งเป็นการใช้ส่วนบุคคล จึงใช้กลไกภาษีหรือกองทุนน้ำมันเข้าไปชดเชย เพื่อให้ราคาน้ำมันดีเซลมีเสถียรภาพสอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก  แต่รัฐบาลปัจจุบันลดราคาดีเซลลงเพียงร้อยละ4 ทั้งๆที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ลดลงถึงร้อยละ 40   และที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อ้างว่าเก็บภาษีและเงินกองทุนน้ำมันสำหรับน้ำมันทุกประเภทควรจะเท่ากันนั้น  คุณอภิสิทธิ์บอกว่า ไม่มีหลักเศรษฐศาสตร์ใดๆ รองรับทั้งสิ้น เพราะในข้อเท็จจริงรัฐบาลก็ยังเก็บเงินเข้ากองทุนและภาษีสำหรับน้ำมันแต่ละประเภทไม่เท่ากัน

คุณอภิสิทธ์ระบุทิ้งท้าย ในเพจว่า  นโยบายปัจจุบันของรัฐบาลไม่ได้เป็นการสะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดโลก ไม่ได้มีหลักการที่อิงกับต้นทุนที่แท้จริง  แต่เป็นเพียงการผลักภาระของภาคอุตสาหกรรมมาให้ประชาชน และความพยายามที่จะทำให้น้ำมันดีเซลแพงเท่าน้ำมันเบนซิน โดยไม่มีเหตุผล  เป็นการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเพราะปัญหาหลักของเศรษฐกิจขณะนี้คือการขาดกำลังซื้อของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและคสช. ทบทวนนโยบายเรื่องนี้ หรืออย่างน้อยควรเปิดเวทีให้ผู้ที่เห็นต่างสามารถให้ข้อมูลที่เป็นไปตามความเป็นจริง เพื่อให้มีการกำหนดนโยบายให้ถูกต้อง


ไล่เลียงประเด็นของคุณอภิสิทธิ์ มาค่อนข้างยาว  แล้วมาอ่านคำตอบจากฝั่งรัฐบาล จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ผู้ยึดมั่นในหลักการแล้วจะเห็นความต่างว่า นักการเมืองกับนักเศรษฐศาสตร์ นั้นมองปัญหาราคาพลังงานนั้นต่างกัน

ดร.ณรงค์ชัย เขียนไว้ในเพจส่วนตัว "ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี" ที่ยังมีแฟนเพจประมาณ3,000คน( ต่างกันลิบกับคุณอภิสิทธิ์ แต่ไม่เกี่ยวกับเหตุผลและข้อเท็จจริง)  ถึงแม้จะไม่ได้ตอบคำถามคุณอภิสิทธิ์ โดยตรง  แต่ดร.ณรงค์ชัย ก็เขียนเอาอธิบายให้เหตุผลอย่างน่าสนใจว่า ทำไม่ราคาขายปลีกในประเทศ จึงไม่ลดลงในสัดส่วนเท่ากับราคาตลาดโลก โดยเฉพาะในส่วนดีเซล  พร้อมอธิบายความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลก

เนื้อหาบางช่วงบางตอนในเพจ อธิบายไว้อย่างนี้ครับ

"ช่วงนี้มีข่าวเรื่องราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเปลี่ยนแปลงถี่สุด มโนจริตของประชาชนคือ น้ำมันโลกราคาลดลงมาก ลงไม่หยุด ทำไมน้ำมันเชื้อเพลิงเราราคาลงไม่มากเท่า ไม่ถี่เท่า ซึ่งกระทรวงพลังงานก็ได้ชี้แจงไปเป็นระยะๆว่า เรามีกองทุนน้ำมันที่เคยติดลบอยู่เกือบหมื่นล้านบาท เพราะรัฐบาลก่อนๆช่วยประชาชนโดยรักษาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้ต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาก๊าซฯ โดยการก่อหนี้ด้วยกองทุนน้ำมัน ช่วงนี้มีโอกาส ก็ต้องปลดหนี้โดยการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันก่อน (ความไม่มีหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ!) ซึ่งพอกองทุนมากพอ ก็จะเริ่มลดอัตราการเก็บลง ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะลดลงได้อีก

- ส่วนภาษีสรรพสามิต หลักการคือ น้ำมันต่างชนิดต้องเสียภาษีใกล้เคียงกันนะครับ ตอนนี้ดีเซล ภาษียังอยู่ที่75 สตางค์ ส่วนกลุ่มเบนซินเสีย 4-5 บาทครับ เพื่อความเป็นธรรม ก็จะปรับอัตราให้ใกล้เคียงกัน โดยให้กระทบราคาขายปลีกน้อยที่สุด ท่านประชาชนที่ใช้ดีเซลไม่ต้องห่วงนะครับ แต่ต้องทำใจรับหลักการว่า "ตาดีได้ ตาร้ายเสีย" ตอนน้ำมันแพง ตอนตาร้าย-ดีเซลไม่เสีย, ตอนนี้น้ำมันถูก ตอนตาดี- ดีเซลก็ต้องได้น้อยกว่ากลุ่มเบนซิน หลักการนี้รับกันได้ไหมครับ

- อยากแชร์ความคิดความเข้าใจของผมเรื่องราคาน้ำมัน ผมว่า คงอยู่ระดับต่ำอีกพักใหญ่ เพราะเศรษฐกิจการเมืองของโลก คือ มีการกดดันกันว่า ใครจะครองความเป็นเจ้าน้ำมัน หนึ่งคือ OPEC โดยซาอุดิอาระเบีย (ผลิตประมาณ 10-11 ล้านบาร์เรล) ไม่ยอมแพ้แน่ สองคือ สหรัฐอเมริกา ทำน้ำมันและก๊าซฯจาก Shale มากขึ้นทุกวัน ผลิตพอๆกับซาอุดิอาระเบียแล้ว เมื่อก่อนน้อยกว่า แต่ตอนนี้ใกล้เคียงกัน และสามคือ รัสเซีย ก็ผลิตพอกัน สองเจ้าแรกกดดันกัน แต่ผลคือ เจ้าที่สามคือ รัสเซียแย่ แล้วรัสเซียยังโดน EU กับสหรัฐฯกดดันเรื่องยูเครนด้วย ทำให้รัสเซียโดน 2 เด้ง คือ รายได้จากน้ำมันและก๊าซฯลดลง และเงินรูเบิ้ลอ่อน ซึ่งถ้ารัสเซียยอมปล่อยยูเครน ยอมปล่อยไครเมีย แรงกดดันจะเบาลง

- ผมว่า รัสเซียไม่ยอม ดูคุณปูตินจะไม่ยอมใคร ไม่ยอมอะไรง่ายๆ แม้ยากก็ไม่ยอม ไม่ปล่อยไครเมียแน่ บางพื้นที่ของยูเครนก็อาจไม่ยอม ปีนี้ 2014 จะไม่เหมือนปี 1985 ที่รัสเซียโดนกดดันทั้งสงครามอัฟกานิสถานและราคาน้ำมัน ตอนนั้นประธานาธิบดีกอร์บอชอฟ (คนที่มีปานเป็นรูปแผนที่โลกบนหน้าผาก) เริ่มยอมตั้งแต่ 1986 หยุดสงครามเย็น 1989 และเลิก Soviet Union 1991 สงครามราคาน้ำมันก็สลายไป

- ผมว่า คราวนี้ไม่เหมือน 1985/86 เพราะฉะนั้น จึงสรุปว่า ราคาน้ำมันคงจะยังต่ำอยู่ และยังมีขบวนการ LNG Revolution ทั้งการผลิต การขนส่ง และการใช้งาน เกิดขึ้นหลายแหล่งในโลก ทำให้ราคา LNG ลดลง การใช้ LNG สะดวก ซึ่งจะทำให้ภาวะธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงโลกเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ท่านประชาชนคอยติดตามได้ ผมจะรายงานอย่างต่อเนื่อง และรับรองว่า นโยบายน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยจะปรับเปลี่ยนทันเวลาแน่นอน ในยุค คสช.+ครม.นี้  "

อ่านเนื้อหาจากเพจทั้งของคุณอภิสิทธิ์ และดร.ณรงค์ชัย มาจนถึงบรรทัดนี้ จะสังเกตเห็นว่า ดร.ณรงค์ชัย เข้าใจดีว่าประเด็นที่คุณอภิสิทธิ์ ออกมาพูดนั้น มีนัยยะทางการเมืองมากกว่าความพยายามในการหาทางออกเรื่องการปรับโครงสร้างพลังงาน ตามหลักการที่ควรจะเป็น จึงเลือกที่จะชี้แจงเป็นบางประเด็น และพยายามที่จะไม่ไปต่อล้อต่อเถียงด้วย เพราะถือว่าตัวเองไม่ใช่นักการเมือง และที่เข้ามานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงาน ก็เพราะอยากจะทำให้สิ่งโครงสร้างที่ถูกบิดเบือนมาอย่างยาวนาน  โดยให้ผู้ใช้เบนซินและแก๊สโซฮอล แบกภาระแทนผู้ใช้ดีเซลและแอลพีจี นั้นกลับมาสู่สภาพกลไกที่ควรจะเป็น   จึงยังสามารถทนแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองและสังคมอยู่ได้  เพราะยังเป็นช่วงน้ำมันขาลง  ที่อย่างน้อยผู้ใช้น้ำมันไม่ได้จ่ายแพงขึ้น    ส่วนแอลพีจีที่ปรับราคาขึ้นนั้น รัฐยังช่วยดูแลครัวเรือนที่มีรายได้น้อยอยู่  แต่อาจจะต้องมีการปรับมาตรการและวิธีการให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเข้าถึงสิทธิ์ที่ควร จะได้รับมากขึ้น

ในบางประเด็นที่คุณอภิสิทธิ์ ตั้งคำถามและข้อสังเกต แต่ดร.ณรงค์ชัยไม่ได้ตอบโดยตรงผ่านหน้าเพจ ในคราวนี้ ก็มีคำตอบผ่านสื่อกระแสหลักมาก่อนหน้านี้แล้ว อย่างเช่น แอลพีจีครัวเรือนปรับขึ้นมาจาก 18.13บาทต่อกก.มาอยู่ที่ 24.16บาท ต่อกก. เท่ากับราคาแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมที่ปรับลดราคาลงมาจาก30บาทต่อกก.ซึ่งสวนทางกันนั้น  เพราะอุตสาหกรรมใช้แอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงที่สะท้อนราคานำเข้าในตลาดโลกเฉลี่ยรวมกับราคาแอลพีจีจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติและโรงกลั่นน้ำมัน  ซึ่งภาคครัวเรือนและภาคขนส่ง ก็ควรจะใช้ในหลักการเดียวกัน  ส่วนปิโตรเคมี นั้นใช้แอลพีจีเป็นวัตถุดิบ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรของประเทศ โดยต้นทางมาจากสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม

รัฐบาลยุคที่ผ่านมาซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ต่างใช้เรื่องของนโยบายราคาพลังงาน สร้างคะแนนนิยม ด้วยการทำราคาให้ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะการขยับขึ้นราคาจะทำให้เสียคะแนนนิยม  โจทย์ที่สำคัญก็คือ ไทยเป้นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานสุทธิ เพราะพลังงานที่มีอยู่ทั้งก๊าซและน้ำมันนั้น มีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นราคาพลังงานจึงควรจะสะท้อนราคาตลาดโลกให้ได้มากที่สุด เพราะการอุดหนุนราคาให้ต่ำเหมือนมาเลเซีย ที่เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันนั้นไม่สามารถที่จะทำได้  เพราะในระยะยาวแล้วจะสร้างภาระต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ จากการใช้พลังงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ต้องดึงเม็ดเงินจากส่วนอื่นมาอุดหนุนส่วนต่างของราคา แทนที่จะถูกนำไปพัฒนาประเทศในส่วนที่จำเป็นเช่นการศึกษา หรือสาธารณสุข -Energy24hours

 

 

Comment : อภิสิทธิ์-ณรงค์ชัย ทำไมราคาน้ำมันไม่ลด นักการเมืองถาม ให้นักเศรษฐศาสตร์ตอบ
รายการอื่นๆที่น่าสนใจ