ยังไร้ข้อสรุปสัญญาโรงไฟฟ้าเอสพีพี

21/01/2015 | 1076 | Tags : สัญญา

ยังไร้ข้อสรุปสัญญาโรงไฟฟ้าเอสพีพี       


         แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน  เปิดเผยถึงการหารือร่วมกันระหว่างตัวแทนสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.),คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)หรือเรกูเลเตอร์ และสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ในรอบสอง ซึ่งต่อเนื่องจากการหารือนัดแรกเมื่อวันศุกร์ที่16ม.ค.2558  ว่า ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อสรุปในทางออก ที่จะช่วยเหลือกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก หรือเอสพีพี ที่จะหมดอายุสัมปทานในการขายไฟฟ้า ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ในปี2560  โดยทางสนพ.ยังยืนยันในมติ ของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เมื่อวันที่15 ธันวาคม 2557 ไม่ให้มีการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าทั้งในส่วนของไอพีพีและเอสพีพี ที่จะหมดสัญญาสัมปทาน25ปี  ยกเว้นจะมีเหตุผลความจำเป็นเรื่องของความต้องการใช้ไฟฟ้าหรือการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น   ซึ่งในกรณีของเอสพีพี จำนวน25ราย ในปริมาณ1,787 เมกะวัตต์ ที่จะหมดสัญญาในปี2560 นั้น  ทางสนพ.เห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะให้กฟผ.รับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบต่อไปอีก เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้านอกนิคมอุตสาหกรรมมีปริมาณที่ลดลง การรับซื้อไฟฟ้าโดยให้อัตราค่าไฟฟ้าพิเศษเหมือนช่วงที่ผ่านมา จะเป็นภาระต่อค่าไฟฟ้าของประชาชนผู้บริโภค 


        แหล่งข่าว กล่าวว่า  ที่ผ่านมา รัฐบาลมีนโยบายให้รับซื้อไฟฟ้า จากผู้ผลิตไฟฟ้า เอสพีพี ในระบบโคเจนเนอเรชั่น  ซึ่งผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ ขายให้กับผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม โดยที่ไฟฟ้าส่วนใหญ่ประมาณ90เมกะวัตต์ ขายเข้าระบบให้กับกฟผ. โดยได้รับค่าไฟฟ้าอัตราพิเศษคือสูงกว่าปกติ 60สตางค์ต่อหน่วยนั้น เนื่องจากความต้องการไฟฟ้านอกนิคมอุตสาหกรรม มีมากกว่าที่ กฟผ.จะส่งป้อนให้ได้ จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้เกิดโครงการดังกล่าว เพื่อความมั่นคงในระบบไฟฟ้า   แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันและคาดการณ์ไปตลอดทั้งแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ หรือพีดีพี2015  เป็นสถานการณ์ที่ตรงกันข้าม คือปริมาณสำรองไฟฟ้าของกฟผ. มีมากพอที่จะป้อนให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าที่อยู่นอกนิคม อุตสาหกรรม ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในนอกนิคมฯก็มีอัตราที่ลดลง จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอสพีพี กลุ่มนี้อีก  ซึ่งทางกฟผ.ก็ยืนยันว่า ผู้ผลิตไฟฟ้าเอสพีพี ต่างได้รับผลกำไรที่น่าพอใจแล้ว ในการขายไฟฟ้าและไอน้ำ ตลอดอายุสัมปทาน 25ปี 


      "เข้าใจว่าในฝั่งกระทรวงอุตสาหกรรม พยายามที่จะหาแนวทางที่จะช่วยเหลือผู้ผลิตไฟฟ้าเอสพีพี ทั้ง25ราย ให้สามารถที่จะผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องไปอีก โดยให้เหตุผลถึงลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมในนิคม แต่ในฝั่งของกระทรวงพลังงาน ก็จำเป็นต้องมองถึงผลประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า ว่าไม่ควรจะต้องมีภาระค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากการเข้าไปอุดหนุนเอสพีพี กลุ่มนี้  เพราะที่ผ่านมา  ที่รัฐยอมให้ กฟผ.ต้องซื้อไฟฟ้าจากเอสพีพีในนิคม แพงกว่าปกติ ประมาณ60สตางค์ต่อหน่วย แล้วเป็นช่องทางเอสพีพี ก็เอาค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่มที่ได้รับนี้ ไปขายลดราคาให้กับลูกค้าในนิคมในอัตราที่ต่ำกว่า ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA จำหน่าย เพื่อแย่งฐานลูกค้าของ PEA นั้น ก็เพราะเหตุผลเรื่องของความมั่นคงทางไฟฟ้า  แต่เมื่อสัญญาสัมปทานหมดลง รัฐจึงไม่ควรที่จะซื้อไฟฟ้าในอัตราพิเศษอีกเพราะไม่มีความจำเป็น  ส่วนที่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอสพีพี อ้างว่าลูกค้าในนิคมจะได้รับผลกระทบจากเรื่องความมั่นคงด้านไฟฟ้าและไอน้ำนั้น ในข้อเท็จจริง ผู้ผลิตไฟฟ้าเอสพีพี สามารถที่จะผลิตไฟฟ้าป้อนเฉพาะลูกค้าในนิคมของตัวเอง โดยไม่ต้องขายไฟฟ้าให้กฟผ.ได้อยู่แล้ว  แต่ก็มาอ้างเรื่องสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้อีก จึงเป็นเรื่องยากต่อการหาข้อยุติ" แหล่งข่าว กล่าว


        อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ทางนายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เร่งรัดที่จะให้ทางสนพ.และ เรกูเลเตอร์ รีบสรุปทางออก เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจในระดับนโยบาย ต่อไป จึงต้องมีการสรุปแนวทางที่ชัดเจนออกมาว่า หากจะต้องรับซื้อไฟฟ้าจากเอสพีพี  ในกลุ่มที่จะหมดอายุสัมปทาน ต่อไปอีก โดยเปลี่ยนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นฉบับใหม่ นั้น จะมีปริมาณเท่าไหร่ จึงจะเป็นภาระต่อประชาชนน้อยที่สุด   ระยะเวลาในการรับซื้อจะยังเป็น25ปีอยู่หรือไม่  และอัตราค่าไฟฟ้าที่จะรับซื้อจะต้องปรับลดลงอย่างไร  หรืออีกทางหนึ่งก็คือการยืนยันมติ กพช. เดิม ว่าจะไม่รับซื้อเลย เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้าไม่ได้เพิ่มขึ้น 


        สำหรับข้อมูลการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอสพีพี นั้น กลุ่มแรกที่จะเริ่มหมดสัญญาในปี 2560 มีกำลังการผลิตทั้งสิ้น 2,908 เมกะวัตต์  โดยส่งขายให้โรงงานต่างๆ 1,121 เมกะวัตต์ และส่งขายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) 1,787 เมกะวัตต์ ส่วนเอสพีพีสัญญากลุ่มที่จะเริ่มหมดอายุในปี 2573 มีกำลังการผลิตที่ขายให้ กฟผ. 1,700 เมกะวัตต์ และสัญญาฉบับที่ ขนาด 3,500 เมกะวัตต์ จะเริ่มเข้าระบบในปี 2573 เป็นต้นไป แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายใดผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ(COD )


        ด้านนายฮาราลด์  ลิงค์  ประธานกลุ่มบริษัท บี.กริม ซึ่งมีโรงไฟฟ้าเอสพีพีในนิคมอุตสาหกรรม อมตะนคร และนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง  ที่เดินทางเข้าพบนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กล่าวระบุถึงความจำเป็นที่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอสพีพี จะต้องดำเนินการผลิตไฟฟ้าและจำหน่ายไอน้ำให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม อย่างต่อเนื่องว่า ผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้า มีความกังวล และต้องการความชัดเจนจากภาครัฐว่าจะมีนโยบายอย่างไรในเรื่องนี้ เพราะเกี่ยวข้องกับความต่อเนื่องในระบบการผลิต  จึงอยากให้ภาครัฐมองถึงความจำเป็น ของภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเครื่องจักรสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ  ซึ่งกรณีเรื่องของอัตราค่าไฟฟ้านั้น เชื่อว่าสามารถที่จะตกลงกันได้ว่ารัฐจะรับซื้อจากเอกชนเท่าไหร่ เพราะในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพื่อทดแทนโรงเดิมที่จะหมดอายุนั้น เอกชนมีต้นทุนที่ลดลง อยู่แล้ว  เพียงแต่อยากจะให้ยืนยันว่าจะยังรับซื้อไฟฟ้าต่อไปด้วยสัญญาระยะยาวแบบเดิมเท่านั้น 

......................



Comment : ยังไร้ข้อสรุปสัญญาโรงไฟฟ้าเอสพีพี
รายการอื่นๆที่น่าสนใจ