กฟผ. เดินหน้า ‘เปลี่ยน’ ก้าวสู่ความมั่นคงระบบไฟฟ้าในโลก Disruptive Technology

08/07/2019 | 49 | Tags : กฟผ. Disruptive Technology


    ในยุคของ Disruptive Technology หรือการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันและพฤติกรรมของผู้คนในโลกเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้หลายองค์กรได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน รวมไปถึงโลกของธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยง Disruptive Technology ได้ จากกระแสของการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน และการก้าวเข้าสู่ตลาดไฟฟ้าเสรีในอนาคต

    

    ปีที่ผ่านมา กฟผ. มีการปรับโครงสร้างองค์กร หรือ Change โดยมีการรวมสายงานรองผู้ว่าการระบบส่ง และสายงานรองผู้ว่าการพัฒนาระบบส่ง เข้าด้วยกัน โดย นายเริงชัย คงทอง รองผู้ว่าการระบบส่ง (รวส.) ในฐานะแม่ทัพใหญ่ของสายงาน ได้วางแผนยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งไม่เพียงแต่จะมุ่งเน้นการบริหารจัดการระบบโครงข่ายไฟฟ้าในอนาคต และการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเพียงเท่านั้น แต่ยังมองการณ์ไกลไปถึงการแสวงหา และการศึกษาโอกาสในการพัฒนาธุรกิจใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกิจการไฟฟ้าของประเทศไทยในอนาคต ภายใต้นโยบาย "ปรับปรุงประสิทธิภาพ พัฒนานวัตกรรม ก้าวสู่ระบบไฟฟ้าในอนาคต"


    เตรียมพร้อม.....สู่โครงสร้างกิจการไฟฟ้าในอนาคต

    จากแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan) หรือ PDP 2018 ที่จะใช้ในปี 2561–2580 ได้กล่าวถึงโครงสร้างกิจการไฟฟ้าในอนาคตของประเทศไทย ที่นอกจากจะเน้นในด้านการสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อเสริมความมั่นคงแล้ว ยังต้องมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการผลิตไฟฟ้าและความต้องการใช้ไฟฟ้ารายภาค การจัดหาแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ด้านระบบส่ง จะพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ ให้มั่นคงแข็งแรงสามารถเชื่อมโยงกับประเทศ เพื่อนบ้าน ขยายขอบเขตการแลกเปลี่ยนซื้อขายพลังงานไฟฟ้าในระดับภูมิภาค (Grid Connectivity) และจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพทันสมัยเชื่อมต่อกับระบบจำหน่ายไฟฟ้า (Grid Modernization) ที่ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น และกิจการไฟฟ้าในอนาคตที่ไปในทิศทางที่จะเปิดโอกาสให้ซื้อขายกันเองระหว่างกันภายในพื้นที่ ซื้อขายข้ามพื้นที่โดยผ่านโครงข่ายระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้าได้

    การเปลี่ยนแปลงที่ต่างไปจากเดิมเหล่านี้ ทำให้ กฟผ. ต้องปรับตัว หรือ Change โดยสายงาน รวส. ได้ริเริ่มดำเนินโครงการหลักๆ ที่สำคัญ เพื่อให้ก้าวทันสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อาทิ โครงการศึกษาการพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (RE Forecast) การศึกษาการดำเนินธุรกิจ Power Retailer, Cross border Trader และโครงการก่อสร้างระบบส่งเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และที่สำคัญคือ นำระบบกักเก็บพลังงานมาเสริมความแข็งแรงของโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    พลังงานหมุนเวียน.....สมาชิกใหม่ไฟแรงแซงเชื้อเพลิงฟอสซิล

    หลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก อาทิ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และน้ำมัน แต่ในช่วงระยะเวลาเพียงไม่นาน กระแสของการใช้พลังงานหมุนเวียนก็เริ่มขยายตัว และได้รับพัฒนาเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแบบก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยี แผงโซลาร์เซลล์ โดยต้นทุนแผงโซลาร์เซลล์ที่มีราคาลดลงอย่างมาก อาจเทียบเท่าต้นทุนของการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลักในอนาคต ถ้าหาก กฟผ. ยังปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ก็อาจถูกท้าทาย ด้วยกระแสของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้

    สายงาน รวส. ได้เริ่มดำเนินโครงการศึกษา ‘การพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Forecast’ โดยอาศัยข้อมูลสภาพอากาศปัจจุบันที่ได้รับจากสถานีตรวจวัดและดาวเทียม ข้อมูลสถิติของสภาพอากาศในอดีต ข้อมูลที่ตั้งของโรงไฟฟ้า นำมาประกอบกับการพยากรณ์ความเข้มแสงและอุณหภูมิ สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และข้อมูลความเร็วลมและทิศทางลม สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานลม ส่งมายังศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ทำให้ทราบข้อมูลเพื่อนำไปคาดการณ์กำลังผลิตไฟฟ้าในอนาคตล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชน ณ ช่วงเวลานั้นๆ

    ปัจจุบัน กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย มาจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโรงไฟฟ้าพลังงานลมเป็นส่วนใหญ่ โดยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ มีกำลังผลิตตามสัญญารวมทั้งสิ้น 2,848.7 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานลมมีกำลังผลิตตามสัญญารวมทั้งสิ้น 1,148.3 เมกะวัตต์ (ข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2562) ซึ่งขณะนี้ สายงาน รวส. ได้พัฒนาแบบจำลองการพยากรณ์กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย ดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จจำนวน 8 แห่ง โดยแบ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 4 แห่ง และโรงไฟฟ้าพลังงานลม จำนวน 4 แห่ง ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการทดสอบแบบจำลอง และเริ่มเก็บข้อมูลการพยากรณ์แล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 เพื่อหาข้อมูลว่าแบบจำลองใดมีความเหมาะสมกับการใช้งานในประเทศไทยมากที่สุด และจะดำเนินการทดสอบแบบจำลองที่ได้รับการคัดเลือก โดยเปรียบเทียบผลการพยากรณ์กับพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จริง

    "RE Forecast จะช่วยให้เราสามารถคาดการณ์เพื่อวางแผนการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้อย่างแม่นยำ ลดการสำรองปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซี่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดลงตามไปด้วย และยังช่วยส่งเสริมนโยบายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของภาครัฐได้อย่างเต็มที่" รวส. กล่าว

    แข่งขัน...ในตลาดไฟฟ้าเสรี

    กระแสอุตสาหกรรมไฟฟ้าโลกกำลังก้าวเข้าสู่การแข่งขันเสรี โดยในต่างประเทศมีการแข่งขันเสรีที่มีรูปแบบหลากหลาย อาทิ ประเทศสิงคโปร์ เปิดให้ประชาชนเลือกใช้ไฟฟ้าในรูปแบบต่างๆ ที่ตอบสนองต่อ ความต้องการของตนเองในชีวิตประจำวัน ประเทศมาเลเซีย มีการแยกการกำกับดูแลระหว่างระบบผลิต ระบบส่ง และการควบคุมอย่างชัดเจน และประเทศญี่ปุ่น ประชาชนสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าได้อย่างอิสระ จากบริษัทเอกชนที่เข้ามาดำเนินการจัดจำหน่ายให้ประชาชน

    จาก พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบกิจการพลังงาน สามารถเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้ โดย กฟผ. ยังคงเป็นผู้ลงทุนในสายส่งและระบบส่งไฟฟ้า รวมไปถึงการจัดหาพลังงานไฟฟ้ามาให้กับการไฟฟ้าระบบจำหน่าย คือ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ประกอบกับนโยบายจากภาครัฐที่จะเปิดให้มีการแข่งขันไฟฟ้าเสรี กฟผ. จึงได้เล็งเห็นโอกาสในการแสวงหาช่องทางธุรกิจใหม่ ที่อาจเป็นผู้เล่นหลักที่เข้าร่วมในตลาดดังกล่าวนี้ จึงได้ริเริ่มดำเนินการศึกษาการทำธุรกรรมแบบ Cross Border Power Trading เพื่อแสวงโอกาสเป็นศูนย์กลางการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศ ศึกษาช่องทางดำเนินธุรกิจ Power Retailer จากระบบโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของการดำเนินธุรกิจ ในประเด็นต่างๆ อาทิ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ข้อจำกัดหรือสิทธิประโยชน์ทางกฎหมายของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและคู่แข่ง และกลยุทธ์ในการดำเนินการเพื่อให้ได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น


    พัฒนาระบบส่ง.....เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า

    ไม่เพียงแต่แสวงหาโอกาสและปรับตัวเพื่อรับมือกับ Disruptive Technology เท่านั้น แต่สายงาน รวส. ยังพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบ ไม่ว่าจะเป็นการขยายระบบส่งไฟฟ้า การปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้า เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) และรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ โครงการวิศวกรรมระบบส่ง 500 เควี โครงการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้า เพื่อรับไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน โครงการพัฒนาระบบส่งนครหลวงและปริมณฑล (อค-นร.) โครงการก่อสร้างขยายและเสริมความมั่นคงระบบส่งไฟฟ้า และ โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน ฯลฯ

    การควบรวมสายงานรองผู้ว่าการระบบส่ง และสายงานรองผู้ว่าการพัฒนาระบบส่งเข้าด้วยกันถือเป็นโอกาสในปรับปรุงระบบงานให้เชื่อมโยงประสานกันตลอดทั้ง Supply Chain ตั้งแต่ พัฒนาโครงการ สำรวจ ออกแบบ วิศวกรรม จัดหา ก่อสร้าง ปฏิบัติการบำรุงรักษา และควบคุมระบบ ซึ่งทุกขั้นตอนการดำเนินการมีเป้าหมายเดียวกัน คือการรักษาคุณค่าให้กับองค์กร ลูกค้าผู้ใช้ไฟฟ้า และประชาชน

    นอกจากนี้ หัวใจสำคัญในการพัฒนาคือ การปรับปรุงกระบวนการทำงานปัจจุบันให้เกิดประสิทธิภาพ (Performance) และมีคุณค่ากับองค์กร ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อย ในการเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่กำลังก้าวเข้ามา

    สายงานรองผู้ว่าการระบบส่ง มีการเปลี่ยนผ่านจากโครงสร้างองค์การเดิมสู่โครงสร้างองค์การใหม่ ปรับเปลี่ยน (Change) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งจากภายในและภายนอก โดยการมุ่งสร้างนวัตกรรม ปรับปรุงประสิทธิภาพ การแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ให้สอดรับกับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผลักดันและขับเคลื่อนภารกิจต่างๆ ให้ไปสู่ความสำเร็จได้นั่นก็คือ ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ทุกคน ดังนั้น ขอความร่วมมือร่วมใจผู้ปฏิบัติงานในการช่วยกันหาแนวทางในการ Change กระบวนการทำงาน ให้มีประสิทธิภาพมากอย่างขึ้น มีการพัฒนา และเสริมสร้างทักษะให้มีความหลากหลาย Change ทัศนคติในการทำงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของ กฟผ. ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

    "การเตรียมรับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเป็นสิ่งที่สำคัญ...แต่การรักษาคุณค่าภารกิจปัจจุบันให้มั่นคงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า"


ที่มา : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

Comment : กฟผ. เดินหน้า ‘เปลี่ยน’ ก้าวสู่ความมั่นคงระบบไฟฟ้าในโลก Disruptive Technology
รายการอื่นๆที่น่าสนใจ