กกพ.เตรียมเจรจาเลื่อนโรงไฟฟ้าเข้าระบบทั้งกฟผ.ไอพีพี,เอสพีพีโคเจน

03/02/2015 | 1782 | Tags : กกพ.

กกพ.เตรียมเจรจาเลื่อนโรงไฟฟ้าเข้าระบบทั้งกฟผ.ไอพีพี,เอสพีพีโคเจน 

 

      นายไกรสีห์ กรรณสูต กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(พีดีพี) เปิดเผยว่า การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า(Load Forecast)  เพื่อจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ หรือพีดีพี2015 ที่จะใช้ตั้งแต่ปี2558-2579 ซึ่งจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น พบว่าความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับลดลงจากแผนพีดีพี ฉบับเดิมอย่างมาก โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้  และการนำแผนอนุรักษ์และประหยัดพลังงานมาคิดรวมอยู่ในแผนพีดีพี   ทำให้ปริมาณสำรองไฟฟ้าปรับสูงขึ้นเกินกว่ามาตรฐาน ที่กำหนดไว้ประมาณ 15%  

 

        ทั้งนี้ ในปี2558 คาดว่าปริมาณสำรองไฟฟ้าจะอยู่ที่ระดับ25% ของปริมาณการผลิตติดตั้งทั้งระบบ และจะเพิ่มขึ้นทุกๆปี จนมาขึ้นสูงสุดในระดับ40-42 % ในช่วงปี2566-2568  หลังจากนั้นจึงจะปรับตัวลดลง มาอยู่ที่ระดับ 20%ในปี2569   ทำให้จะต้องมีการเจรจากับผู้ผลิตไฟฟ้ากับ ทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าไอพีพี และเอสพีพีโคเจน    เพื่อขอให้เลื่อนระยะ ที่จะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(COD) ออกไปตามความสมัครใจ โดยไม่ต้องมีการเสียค่าปรับ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณสำรองไฟฟ้าลง และไม่ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า มากจนเกินไป   ทั้งนี้หากภาครัฐไม่ดำเนินการใดใดเพื่อปรับลดปริมาณสำรองไฟฟ้าลง  อัตราค่าไฟฟ้า จะปรับขึ้นจาก 3.86บาทต่อหน่วยในปัจจุบัน เป็น อัตรา 5.66 บาทต่อหน่วย เมื่อสิ้นแผนพีดีพี2015ในปี2579

 

         สำหรับโรงไฟฟ้าที่จะมีการเจรจาเพื่อให้เลื่อนโครงการออกไป จะมีการเจรจาในส่วนของโรงไฟฟ้า กฟผ.ก่อนได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ ที่จะสร้างทดแทนโรงเดิม ในปี2566 จำนวน2 ยูนิต ยูนิตละ900เมกะวัตต์รวม 1,800เมกะวัตต์  ปี2567 จำนวน 1ยูนิต 900เมกะวัตต์  ,โรงไฟฟ้าบางปะกง ที่จะทดแทนโรงเดิม ในปี2564,2565,2567,2568 ยูนิตละ 900เมกะวัตต์ ,โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพา 1 ที่จะเข้าระบบปี2565 ขนาด 800เมกะวัตต์  และที่จะเข้าระบบในปี 2568 อีก 800เมกะวัตต์ ,โรงไฟฟ้าไอพีพีถ่านหิน ของบริษัทเนชั่นแนลเพาเวอร์ซัพพลาย  หรือ เอ็นพีเอส จนาด540เมกะวัตต์ ที่จะเข้าระบบปี 2559  และโรงไฟฟ้าของกลุ่มบริษัทกัลฟ์  จำนวนรวม 5,000 เมกะวัตต์ ที่จะทยอยเข้า ระบบตั้งแต่ปี 2564-2668  รวมทั้งโรงไฟฟ้าในกลุ่มเอสพีพีโคเจน ที่จะเข้าระบบในช่วงปี2566-2568 รวม 540เมกะวัตต์ด้วย 

นายไกรสีห์ กล่าวว่า  ปริมาณสำรองไฟฟ้าที่อยู่ในระดับสูง  และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีอัตราการเติบโตที่ลดลง ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีการเปิดประมูลไอพีพีรอบใหม่ ไปจนถึงปี 2568  โดยโรงไฟฟ้าใหม่ ที่ยังไม่ได้มีการทำข้อตกลงเอาไว้ ทั้งในส่วนของกฟผ. ,การซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ หรือไอพีพี จะมีความจำเป็นในช่วงท้ายๆของแผนพีดีพี 2015 

          ด้านนายวีระพล จิระประดิษฐ์กุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษกของ กกพ. กล่าวยอมรับว่า การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า และการจัดทำแผนพีดีพีเดิม  ถือว่ามีความคลาดเคลื่อน โดย ความต้องการใช้ไฟฟ้าจริงเติบโตขึ้นปีละเพียง1-2% จากที่เคยคาดการณ์เอาไว้ว่าจะเติบโต 3-4%  จึงมีความจำเป็นต้องหาทางที่จะปรับลดปริมาณสำรองไฟฟ้าเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า ที่เป็นภาระกับประชาชนมากเกินไป  

 

         โดยในการเจรจากับกลุ่มผู้ประกอบการเอสพีพีโคเจน ที่จะหมดอายุในปี2560  จำนวน25รายกำลังการผลิตรวมเกือบ2,000เมกะวัตต์ ในหลักการจะมีการรับซื้อไฟฟ้า ในสัญญาใหม่ จากทุกราย เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อให้นักลงทุนมีความมั่นใจ แต่ในส่วนที่ไฟฟ้าที่จะขายให้กับกฟผ. จากเดิมโรงละไม่เกิน90เมกะวัตต์ นั้น จะมีการรับซื้อในปริมาณที่น้อยที่สุด  เพราะปริมาณสำรองยังอยู่ในระดับสูง รวมทั้งราคาจะต้องปรับลดลงด้วย คาดว่าภายในเดือนมีนาคม นี้ น่าจะมีความชัดเจน 

         ส่วน การจัดทำโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ในปี2558-2560 เพื่อให้ค่าไฟฟ้าสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง มีการแยกต้นทุนกิจการทั้งระบบผลิต ระบบส่ง ระบบจำหน่าย และค้าปลีก ให้สามารถตรวจสอบได้ และยังคงนโยบายค่าไฟฟ้าฟรีสำหรับผู้มีรายได้น้อย50หน่วยแรก จำนวน 5.25ล้านราย และไฟฟ้าสาธารณะ นั้นเชื่อว่า จาก แนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งมีสูตรอ้างอิงราคาน้ำมันที่ปรับลดลง จะทำให้ โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ราคาจะไม่ปรับเพิ่มขึ้น ส่วนจะปรับลดลงได้เท่าไหร่นั้นต้องรอเดือน พฤษภาคม นี้จึงจะมีความชัดเจน 

...........................
Comment : กกพ.เตรียมเจรจาเลื่อนโรงไฟฟ้าเข้าระบบทั้งกฟผ.ไอพีพี,เอสพีพีโคเจน