กรมเชื้อเพลิงฯปรับเงื่อนไขสัมปทานปิโตรเลียมให้3แปลงอ่าวไทยใช้ระบบพีเอสซีได้

05/02/2015 | 949 | Tags : กรมเชื้อเพลิงฯ

กรมเชื้อเพลิงฯปรับเงื่อนไขสัมปทานปิโตรเลียมให้3แปลงอ่าวไทยใช้ระบบพีเอสซีได้

    

          ท่ามกลางการคัดค้านเปิดสัมปทานปิโตรเลียมของกลุ่มคนหน้าเดิม กับการเดินหน้าสัมปทานต่อไปของกระทรวงพลังงาน เป็นประเด็นสังคมที่ยังไม่ลงรอยกัน จนเป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีออกปากหนุนการเปิดสัมปทานด้วยตัวเอง  และล่าสุดกระบวนการเปิดสัมปทานยังคงเดินหน้าต่อ โดยนางพวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า กรมฯ ยืนยันจะเดินหน้าเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ต่อไป โดยจะครบกำหนดระยะเวลาการขอสัมปทานฯ วันสุดท้ายที่ 18 ก.พ. 2558 นี้ อย่างไรก็ตามล่าสุดกรมฯ จำเป็นต้องประกาศปรับเงื่อนไขการเชิญชวนขอสัมปทานฯ ใหม่ เนื่องจากสภาปฎิรูปแห่งชาติ(สปช.)เพิ่งมีหนังสือข้อเสนอแนะในการเปิดสัมปทานเข้ามายังกรมฯ เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2558 ดังนั้นกระทรวงพลังงานจึงมอบหมายให้กรมฯ ดำเนินการปรับเงื่อนไขใหม่ให้สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปพลังงานของประเทศ

            โดยเงื่อนไขใหม่ กำหนดให้ผู้ที่ได้รับสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมเฉพาะใน 3 แปลงสัมปทาน ได้แก่ G3/57, G5/57 และ G6/57 สามารถเจรจาเพื่อตกลงยินยอมเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขจากระบบสัมปทานปิโตรเลียมไทยแลนด์ทรีพลัส เป็นระบบแบ่งปันผลผลิต(พีเอสซี)ได้ ภายในระยะเวลา 4 ปี ภายใต้เงื่อนไขต้องได้รับการยินยอมจากนักลงทุนที่ได้สัมปทานก่อน

            ทั้งนี้เนื่องจากทั้ง 3 แปลงอยู่ในอ่าวไทย ซึ่งเคยเจาะหลุมสำรวจพบก๊าซธรรมชาติมาแล้ว แต่ผู้รับสัมปทานรายเดิมได้แก่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) เห็นว่าไม่คุ้มค่าการแก่พัฒนาเชิงพาณิชย์ เพราะเป็นแหล่งขนาดเล็ก ซึ่งปัจจุบันกรมฯ ได้ปรับขนาดแปลงใหม่ และมีความเป็นไปได้สูงที่จะพบก๊าซฯ ดังนั้นจึงกำหนดให้สามารถปรับเปลี่ยนเป็นระบบพีเอสซีได้ พร้อมกันนี้กำหนดให้ผู้รับสัมปทานทั้ง 3 แปลงต้องจ่ายโบนัสการลงนาม 100 ล้านบาทต่อแปลง ซึ่งแพงกว่าแปลงอื่นที่จ่าย 10 ล้านบาทต่อแปลง และแปลงขนาดเล็กจ่าย 2 ล้านบาทต่อแปลงด้วย    

            อย่างไรก็ตามการให้สิทธิ์ผู้รับสัมปทานเปลี่ยนมาใช้ระบบพีเอสซีได้ เนื่องจากต้องการให้เป็นไปตามข้อเสนอแนะของ สปช. แต่กรมฯยืนยันว่า ผลประโยชน์ที่ได้รับจากระบบพีเอสซีและระบบสัมปทานปิโตรเลียมไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด ส่วนการที่กรมฯไม่เปิดให้ปรับเป็นระบบพีเอสซีได้ในภายหลังทั้ง 29 แปลงที่เปิดสัมปทานรอบนี้ เนื่องจากแปลงที่เหลืออีก 26 แปลง ยังมีความเสี่ยงในการพบก๊าซฯและน้ำมันสูง ซึ่งหากเปิดระบบพีเอสซี จะทำให้นักลงทุนไม่สนใจยื่นขอสิทธิ์ขุดเจาะและสำรวจเลย เพราะไม่คุ้มค่าการลงทุน  

            นอกจากนี้ปริมาณสำรองก๊าซฯที่พิสูจน์แล้วในไทยเหลือใช้อีกเพียง 7 ปี หากสำรวจเพิ่มโดยใช้ระบบพีเอสซี จะต้องใช้เวลาออกกฎหมายใหม่กว่า 4 ปี ซึ่งเท่ากับ 4 ปี ไทยไม่ได้ดำเนินการสำรวจก๊าซฯเพิ่มแต่อย่างใด และทำให้ไทยเสี่ยงต่อปริมาณก๊าซไม่เพียงพอในอนาคต ดังนั้นกรมฯ จำเป็นต้องใช้ระบบไทยแลนด์ทรีพลัส ควบคู่กับการศึกษาระบบพีเอสซี ไปพร้อมกัน 

            สำหรับระบบไทยแลนด์ทรีพลัส ที่ใช้ในรอบนี้ทุกแปลงกำหนดให้ผลประโยชน์กับรัฐ 70ให้เอกชน 30ส่วนระบบพีเอสซีจะไม่มีการกำหนดผลประโยชน์เป็นสัดส่วนชัดเจน ซึ่งขึ้นอยู่กับการตกลงผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายว่าจะแบ่งสัดส่วนกัน 70% ต่อ 30% หรือ 80% ต่อ 20% ก็ได้  

            นางพวงทิพย์ กล่าวว่า สำหรับสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 ขณะนี้ยังไม่มีผู้มายื่นขอแต่อย่างใด ซึ่งตามปกตินักลงทุนจะมายื่นขอกันวันสุดท้าย คือวันที่ 18 ก.พ. 2558 แต่ขณะนี้มีนักลงทุนหลายรายได้สนใจมาศึกษาข้อมูลทางธรณีวิทยากับกรมฯ แล้ว อาทิ บริษัท เชฟรอน บริษัท ซีเอ็นพีซีเอชเค (ไทยแลนด์) จำกัด ของจีน ,บริษัท ซาลามานเดอร์ เอนเนอร์ยี่ (บัวหลวง) ลิมิเต็ด ของอังกฤษ ,บริษัท สยามไมเอโกะ จำกัด ของญี่ปุ่น ,บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เป็นต้น โดยการขอดูข้อมูลแต่ละครั้งจะต้องเสียเงิน 2,000 เหรียญสหรัฐฯต่อครั้ง 

              ดังนั้นมั่นใจว่าในวันที่ 18 ก.พ. 2558 นี้จะมีนักลงทุนมาขอรับสัมปทานปิโตรเลียมจำนวนมาก แต่คาดว่าจะเกิดการเลือกแปลงซ้ำกันจำนวนมาก ซึ่งกรมฯจะพิจารณาให้คะแนนจากแผนปริมาณเงินและปริมาณงาน จากนั้นจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาต่อไป 

              สำหรับแปลงสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 มีทั้งสิ้น 29 แปลง แบ่งเป็นแปลงบนบก 23 แปลง คือภาคเหนือและภาคกลาง แปลง พื้นที่ 5,458.91 ตารางกิโลเมตร และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 17 แปลง พื้นที่ 49,196.40 ตามรางกิโลเมตร และแปลงในอ่าวไทยอีก แปลง พื้นที่ 11,808.20 ตารางกิโลเมตร  

              ส่วนระบบไทยแลนด์ทรีพลัส จะเพิ่มผลประโยชน์จากระบบไทยแลนด์ทรี เข้าไปอีก 2 ข้อ คือ 1.การสนับสนุนเงินเพื่อการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น(ช่วงสำรวจได้ไม่น้อยกว่าปีละ 1 ล้านบาท และช่วงผลิตจะได้ไม่น้อยกว่าปีละ 2 ล้านบาท )และ 2.เสนอให้บริษัทไทยเข้าร่วมประกอบกิจการในอัตราไม่น้อยกว่า 5% และที่สำคัญต้องใช้สินค้าและบริการในประเทศไทยเป็นอันดับแรก นอกเหนือจากนี้จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อมีการลงนามกับเอกชนที่ได้รับสัมปทาน แม้ว่าจะสำรวจพบปิโตรเลียมหรือไม่ และการเรียกเก็บผลประโยชน์เพิ่มเติมเมื่อเอกชนสามารถผลิตได้ตามเกณฑ์ที่รัฐกำหนด

-----------------------------

Comment : กรมเชื้อเพลิงฯปรับเงื่อนไขสัมปทานปิโตรเลียมให้3แปลงอ่าวไทยใช้ระบบพีเอสซีได้
รายการอื่นๆที่น่าสนใจ