"ไพรินทร์"วอนอย่านำพลังงานเล่นเกมการเมือง "อภิสิทธิ์" นำทีมค้านเปิดสัมปทานฯ

18/02/2015 | 1308 | Tags : News cate_sub_2_1

"ไพรินทร์"วอนอย่านำพลังงานเล่นเกมการเมือง "อภิสิทธิ์" นำทีมค้านเปิดสัมปทานฯ


        นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี,นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ,นางสาวรสนา โตสิตระกูล กรรมาธิการปฏิรูปด้านพลังงาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ,นางบุญยืน ศิริธรรม อดีตสว.สมุทรสงคราม ,นาย นพ สัตยาศัย  นักวิชาการ ,นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ นักวิชาการและม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี  ถึงการหารือแนวทางที่จะนำเสนอต่อรัฐบาลต่อประเด็นการคัดค้านการเปิดเปิดสัมปทานรอบที่21 ที่รัฐบาลจะจัดให้มีเวทีใหญ่ชี้แจงที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 20ก.พ. 2558ว่า คณะผู้ร่วมหารือมีข้อเสนอถึงรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการปรับรูปแบบการจัดเวทีชี้แจงที่จะมีขึ้นในวันที่20 ก.พ.2558 นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล จากเดิมที่รัฐเป็นผู้กำหนดให้ตัวแทนภาคประชาชนเพียง4คนขึ้นอภิปรายในลักษณะของการโต้วาทีกับตัวแทนของภาครัฐ  ให้เปลี่ยนเป็นการประชุมหารือวงเล็ก โดยให้มีการเชิญพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธาน เพื่อรับฟังข้อเสนอของภาคประชาชนที่จะมีการวางตัว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำในการเสนอประเด็นทั้งหมด โดยที่มีผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการแต่ละฝ่ายมารร่วมรับฟังและตั้งข้อสังเกต ซึ่งจะทำให้นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบข้อคิดเห็นต่างๆได้โดยตรง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการหาข้อยุติร่วมกันได้ดีกว่ารูปแบบเดิมที่รัฐวางเอาไว้ 



        ทั้งนี้มองว่าประเด็นการคัดค้านการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 ไม่ใช่เรื่องของการที่จะมาถกเถียงกันในเรื่องทางเทคนิคกันแล้ว แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการที่ต้องการการตัดสินใจในเชิงนโยบายด้านพลังงาน ซึ่งประเด็นที่ทางคณะเรียกร้องครั้งนี้ คือการแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆได้ทั้งหมด  โดยหากเห็นว่ารูปแบบที่ทางคณะเสนอไปนั้น ไม่สามารถที่จะจัดได้ทันวันที่20ก.พ.2558 นี้ ก็สามารถที่จะเลื่อนระยะเวลาออกไปเป็นสัปดาห์ถัดไปได้


         นางสาวรสนา โตสิตระกูล  กรรมาธิการปฏิรูปด้านพลังงาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวว่า การที่มีอดีตนักการเมือง อดีตรัฐมนตรีนักวิชาการ เข้ามาร่วมคัดค้านการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดี และชี้ให้เห็นว่าเรื่องของพลังงานเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสำหรับคนไทยทุกคน ดังนั้น การจะเปิดเวทีชี้แจง ที่ดูเหมือนเป็นพิธีกรรม จัดเสร็จแล้วก็เดินหน้าเปิดสัมปทานต่อ จึงไม่มีประโยชน์  เพราะจนถึงวันนี้ประชาชนไม่ได้มีข้อสงสัย และไม่ได้อยากจะรับฟังการชี้แจงจากภาครัฐ  แต่ต้องการที่จะให้มีการแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ที่ใช้มากว่า40ปี และมีความล้าสมัย  


           โดยสาระสำคัญที่อยากจะให้แก้ไขมีหลายประเด็น เช่น เรื่องของกรรมสิทธิ์ในปิโตรเลียมที่จะต้องเป็นของรัฐ  เพราะระบบสัมปทานนั้น กรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมเป็นของเอกชน ที่ประชาชนต้องชื้อจากเอกชนในราคาตลาดโลก ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างจากราคาปิโตรเลียมที่ต้องนำเข้า   หรือเรื่องของการใช้ระบบอนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาท ที่ควรจะใช้ในกรณีอื่นเช่นเกี่ยวกับโครงการที่เราไปกู้เงินจากต่างประเทศ แต่ไม่ใช่กับกรณีปิโตรเลียม ที่เอกชนเข้ามาขุดเอาทรัพยากรที่เป็นของรัฐ  ซึ่งที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นในหลายคดีแล้วว่า การใช้ระบบอนุญาโตตุลาการ รัฐแพ้ทุกคดีและต้องเสียค่าโง่ให้กับเอกชน 



         "อยากให้นายกรัฐมนตรีเข้ามารับฟังเรื่องนี้จากภาคประชาชนโดยตรงแทนที่จะฟังข้อมูลจากกลุ่มทุนพลังงานหรือข้าราชการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อที่จะได้ตัดสินใจนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกคน ไม่ใช่ประโยชน์เฉพาะของกลุ่มทุน"นางสาวรสนา กล่าว  



         ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำที่ร่วมแถลงข่าว กล่าวว่า เวทีที่รัฐบาลจะจัดขึ้นในวันที่ 20ก.พ. 2558 ที่รัฐเป็นคนกำหนดทั้งรูปแบบและประเด็น และให้ตัวแทนประชาชนเพียง20% จากคนที่รัฐบาลเชิญมา 300 คน มานั่งฟังการชี้แจงของรัฐบาล ไม่น่าจะใช่รูปแบบที่ถูกต้อง และจะหาข้อยุติร่วมกันได้  โดยมองว่ารัฐควรจะเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น ที่จะกำหนดรูปแบบและประเด็นการหารือร่วมกับรัฐ  ซึ่งหากไม่สามารถจัดขึ้นได้ทันในวันที่20ก.พ.2558 นี้ ก็สามารถที่จะเลื่อนออกไปอีกได้ 


           ด้านนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเพื่อชี้แจง ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบายพลังงานของรัฐบาลปัจจุบันว่า มีความพยายามทำลายความน่าเชื่อถือข้อมูลด้านพลังงานของภาครัฐ  และสร้างความสับสนให้เกิดขึ้น รวมทั้งทำเรื่องของการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 ให้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมของประเทศ และจะทำให้การปฏิรูปพลังงานที่มุ่งสร้างความมั่นคงและยั่งยืนทางด้านพลังงาน เดินผิดทาง 


         โดยในส่วนปตท.ซึ่งเป็นหน่วยงานปฏับัติตามนโยบายรัฐบาล สนับสนุนการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสน้อยที่จะพบปิโตรเลียมในปริมาณมากเหมือนในอดีต แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เกิดความต่อเนื่องในการผลิต เพราะปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติของไทยที่พิสูจน์แล้ว (P1) เมื่อเทียบกับปริมาณใช้ในปัจจุบัน หากไม่มีการขุดเจาะเพิ่มจะมีใช้ได้อีกไม่เกิน 7 ปี  อีกทั้ง ก๊าซธรรมชาติในประเทศมีราคาที่ถูกกว่าราคาก๊าซที่นำเข้าจากต่างประเทศ   ดังนั้นการเปิดให้มีการสำรวจเพื่อหาแหล่งก๊าซใหม่ จะเป็นโอกาสให้ไทยสามารถเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติได้เองในประเทศ  


       "เราไม่ควรที่จะทำให้เรื่องของการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิคที่ต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญ กลายเป็นเรื่องทางการเมือง ที่ต้องเอาชนะกันด้วยวาทกรรม หรือเอาเรื่องของความรักชาติ หรือไม่รักชาติมาเบี่ยงเบนประเด็น  จนดูแล้วค่อนข้างที่จะไปไกลจากข้อเท็จจริง  และมีการดิสเครดิตข้อมูลจากภาครัฐและสร้างความสับสนในหมู่ประชาชน   ทั้งๆที่การกำหนดนโยบายพลังงานของประเทศ   รัฐบาล กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันพิจารณาบนฐานข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐานสากล  โดยมุ่งเน้นเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของประเทศ  เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้ใช้พลังงานอย่างทั่วถึง เป็นธรรมและยั่งยืน" นายไพรินทร์ กล่าว 


       นายไพรินทร์ กล่าวว่า หากรัฐไม่สามารถที่จะเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ปตท.จะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ที่มีราคาสูงกว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เข้ามาในปริมาณที่มากขึ้น จากที่ปัจจุบันเรามีการเตรียมการที่จะนำเข้าให้ได้ถึง15 ล้านตันอยู่แล้ว   โดยปัจจุบัน ปตท. ได้ทำสัญญาซื้อแอลเอ็นจี จากประเทศกาต้าร์ ในรูปแบบสัญญาระยะยาว 20 ปี ปริมาณ 2 ล้านตันต่อปี ซึ่งคิดเป็นเพียง 6% ของความต้องการใช้ทั้งหมดเท่านั้น   การพยายามหาแหล่งปิโตรเลียมในประเทศให้ได้เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ


         ในส่วนของประเด็นที่จะใช้ระบบสัมปทานหรือระบบแบ่งปันผลผลิต นั้น มองว่าเป็นเรื่องวาทกรรมที่จะเอาชนะกันเท่านั้น เพราะในข้อเท็จจริง หากต้องการที่จะให้รัฐได้ผลประโยชน์มากขึ้น ระบบไหนก็สามารถที่จะเจรจากันในรายละเอียดได้ โดยที่รัฐเลือกใช้ระบบสัมปทานนั้น เพราะไม่ต้องรับภาระความเสี่ยงในขั้นตอนของการสำรวจ  ในขณะที่ระบบแบ่งปันผลผลิตรัฐต้องตั้งงบประมาณมารับความเสี่ยงกับเอกชนในช่วงของการสำรวจด้วย  นอกจากนี้การที่แหล่งปิโตรเลียมของไทยที่เปิดให้สำรวจมาแล้ว 20 รอบนั้น นอกเหนือจากแหล่งเอราวัณและบงกชแล้ว ไม่ได้มีการพบแหล่งขนาดใหญ่ จึงไม่เหมาะที่จะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต 


         สำหรับประเด็นที่มีการทำให้เกิดความสับสนว่าราคาก๊าซธรรมชาติไม่ปรับขึ้นหรือลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก นั้น  ขอชี้แจงว่า  ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทย  อ้างอิงราคาน้ำมันเตาในตลาดโลกย้อนหลัง  6-12 เดือน  จึงทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติไม่สามารถปรับได้ทันทีตามราคาน้ำมันในตลาดโลก


     ส่วนที่รัฐต้องสนับสนุนการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล นั้น ต้นทุนของเอทานอลที่ใช้ผสมเป็นแก๊สโซฮอล ไม่ได้ขึ้นกับราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากเป็นผลิตผลทางการเกษตร ดังนั้น รัฐจึงจำเป็นต้องสนับสนุนการใช้แก๊สโซฮอลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง   เพื่อช่วยให้ประเทศประหยัดงบประมาณการนำเข้าน้ำมันดิบ ที่นำมากลั่นประมาณ 1,400 ล้านลิตรต่อปี  คิดเป็นมูลค่าอย่างน้อยประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี


      นอกจากนี้ในกรณีที่มีการกล่าวหาว่า กระทรวงพลังงานอนุมัติให้เอาเงินกองทุนน้ำมันไปเป็นค่าใช้จ่ายในการนำเข้าก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)ให้กับปตท. นั้นจะเห็นว่าตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา  กระทรวงพลังงานเปิดโอกาสให้เอกชนทุกราย สามารถนำเข้าก๊าซแอลพีจีได้อย่างเสรี  แต่เนื่องจากเห็นว่าการนำเข้าไม่คุ้มค่า  จึงไม่มีเอกชนรายใดนำเข้าก๊าซแอลพีจี  นอกจาก ปตท. รายเดียวในฐานะรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่จัดหาพลังงานให้กับประเทศ  


          ทั้งนี้ก๊าซแอลพีจี เป็นทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด   การนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยขึ้นมาใช้ประโยชน์ในการผลิตก๊าซแอลพีจี เป็นวัตถุดิบเป็นไปตามแผนพัฒนาประเทศในโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ตั้งแต่ปี 2525 ที่กำหนดให้สร้างอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ควบคู่ไปกับโรงแยกก๊าซฯ  เพื่อนำก๊าซธรรมชาติบางส่วนมาเพิ่มมูลค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใช้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประเทศ แทนที่จะเอาไปใช้เป็นเชื้อเพลิงแต่เพียงอย่างเดียว  และจากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซแอลพีจีครั้งล่าสุด  ผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีทุกภาคส่วน รวมถึงกลุ่มปิโตรเคมีก็ใช้ต้นทุนราคาเดียวกัน ที่ปรับขึ้นลงตามราคาก๊าซแอลพีจีในตลาดโลกเช่นกัน

...............................


Comment : "ไพรินทร์"วอนอย่านำพลังงานเล่นเกมการเมือง "อภิสิทธิ์" นำทีมค้านเปิดสัมปทานฯ
รายการอื่นๆที่น่าสนใจ