สัมปทานปิโตรเลียม21 อย่าถอยเสียจนติดหล่มการเมือง


สัมปทานปิโตรเลียม21 อย่าถอยเสียจนติดหล่มการเมือง

เป็นอันว่าในที่สุดประกาศเชิญชวนให้เอกชนยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีพลังงานลงนามไปเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2557 ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มเงื่อนไขที่จะให้รัฐมีสิทธิเจรจาใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตในแปลงสำรวจ G3/57 G 5/57 G6/57 เมื่อวันที่ 5ก.พ. 2558 และ แก้ไขอีกครั้ง เพื่อขยายระยะเวลา การปิดรับคำขอ ออกไปอีก1เดือนจาก 18ก.พ. 2558 เป็น 16 มี.ค. 2558  ก็ต้องถูกยกเลิกไป ตามบัญชาของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการจะให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 ก่อนการเปิดสัมปทาน

ดร.ณรงค์ชัย โพสต์ในเฟซบุคส่วนตัว ว่า นายกรัฐมนตรี อยากจะให้มีการแก้ไขกฎหมายก่อนตามที่กลุ่มผู้ที่คัดค้านการเปิดสัมปทานอ้าง จึงขอให้เลื่อนระยะเวลาการยื่นคำขอสิทธิสำรวจและผลิตออกไปก่อน 3เดือน ซึ่งเท่ากับว่า กระทรวงพลังงานก็ต้องยกเลิกประกาศฉบับเดิมไปก่อนเพราะคิดว่าคงจะต้องมีการแก้ไขรายละเอียดเพื่อเพิ่มเติมเงื่อนไขอีกหลายเรื่อง

แม้ว่าการถอยของรัฐบาลครั้งนี้ จะไม่ถึงกับล้มกระดานการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 ไปเลย แต่ ภาพจากภายนอกที่มองเข้ามาก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลขาดเอกภาพ ถอยกันไม่เป็นกระบวน เพียงเพราะน.ต. ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (คนเสนอไอเดีย ให้พลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิด จัดเวทีสัมมนา"เดินหน้าประเทศไทย เพื่อความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืน" ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2558 ที่ผ่านมา  ) คุณ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี  คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ออกมาเปิดหน้าคัดค้านเรื่องนี้แบบสุดตัว

เพราะถ้าลำพัง ปล่อยให้ขาประจำอย่างกลุ่มของคุณรสนา  คุณบุญยืน มล.กรกสิวัฒน์  คุณปานเทพ หรือ คุณอิฐบูรณ์  ซึ่งค้านเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นแล้วไม่มีเครือข่ายอื่นผสมโรง  ก็เชื่อว่าป่านนี้ รัฐบาลคงเดินหน้าเปิดสัมปทานไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 18กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา แต่พอเกมค้านสัมปทานเริ่มสร้างกระแสได้และขยับเข้าไปรวมกับเรื่องการเมือง รัฐบาลที่ว่ามีจุดยืนในเรื่องนี้แน่วแน่ ก็ออกอาการละล้าละลังให้เห็น


พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2558 ว่า ควรจะต้องแก้กฎหมายก่อนเพื่อลดความขัดแย้ง โดยคาดว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) จะเร่งรัดเรื่องนี้ให้จบภายใน3เดือน

แต่ท่านเชื่อหรือว่า ภาคประชาชนกลุ่มที่ค้าน จะยอมปล่อยให้รัฐบาลแก้กฎหมายแล้วเดินหน้าเปิดสัมปทานแบบเดิมอีก ดังนั้นนโยบายของรัฐบาลที่ไม่มีความชัดเจน ว่าจะเปิดสัมปทานปิโตรเลียม กันได้เมื่อไหร่แน่  จึงกระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน ที่เตรียมพร้อมกับการยื่นขอรับสิทธิสำรวจและผลิต  เพราะหากเปิดสัมปทานไม่ได้ภายในรัฐบาลนี้ ก็อยากที่จะทำได้ในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะหากได้พรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล และได้คุณอภิสิทธิ์ มาเป็นนายกรัฐมนตรี


อย่างไรก็ตามหากมองแบบเข้าใจและเข้าข้างรัฐบาล  พลเอกประยุทธ์คงประเมินสถานการณ์และอ่านเกมทะลุแล้วว่า  หากปล่อยให้แนวร่วมเครือข่ายกลุ่มคัดค้าน ขยายเครือข่ายมวลชนไปในวงกว้างมากกว่านี้  เกมอาจบานปลายเข้าทางกลุ่มผู้ไม่หวังดีกับรัฐบาล ที่จะสร้างความสับสนวุ่นวายอื่นๆอีกได้   ซึ่งมิติของการบริหารประเทศเพื่อความสงบเรียบร้อย ที่ยังมีเรื่องอื่นๆที่สำคัญและรัฐบาลต้องแก้ไขให้จบ การเดินหน้าเปิดสัมปทาน สวนกระแส  ก็อาจจะเกิดผลเสียมากกว่าได้   ดังนั้นการถอยอีกก้าวใหญ่ (เลื่อนไปอีก3เดือน )  ก็น่าจะลดทอนกระแสลงไปได้มากพอสมควร ซึ่งระหว่างนี้ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์คงจะเดินเกมต่อรองกันกับผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงของการคัดค้านครั้งนี้ให้ได้ข้อยุติแบบแฮปปี้แอนดิ้ง ก็เป็นได้ ส่วนปัญหาเรื่องวิกฤติพลังงาน ก็ค่อยไปแก้ไขกันเอาแบบเฉพาะหน้า

ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ คือในที่สุดแล้วไม่ว่าจะอย่างไร รัฐบาลควรจะต้องตัดสินใจเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 ให้ได้ภายในรัฐบาลนี้  เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต อยู่แล้ว เนื่องจากไม่มีกลไกเรื่องบประมาณและบุคลากรรองรับ  ที่สำคัญรัฐบาลก็ไม่ควรที่จะปล่อยให้ฝั่งคัดค้านมีการเดินเกมแบบได้คืบเอาศอก  จากล้มสัมปทาน กลายเป็นการล้มนโยบายที่สำคัญอื่นๆทางด้านพลังงานไปด้วย เช่นเรื่องของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อกระจายความเสี่ยงในเรื่องเชื้อเพลิง


วิเคราะห์ลงไปให้ลึกกว่านี้ ความสำคัญของการบริหารจัดการปิโตรเลียม ไม่ใช่อยู่ที่เฉพาะการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่เท่านั้น  แต่ยังอยู่ที่แหล่งสัมปทานแหล่งใหญ่ ทั้งเอราวัณและบงกช ที่จะหมดอายุในปี2565  ซึ่งใช้ระบบสัมปทานไทยแลนด์วัน ที่ไม่สามารถต่ออายุสัมปทานได้อีกเพราะยังไม่มีกฎหมายมารองรับ   ดังนั้น ในเมื่อมีจังหวะที่จะเลื่อนการเปิดสัมปทานออกไป อีก3เดือน เพื่อแลกกับการแก้ไขกฎหมาย หากหยิบเอาเรื่องของการบริหารจัดการแปลงสัมปทานที่จะหมดอายุรวมเข้าไปด้วยในคราวเดียวกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจน ก็ถือว่าการถอยครั้งนี้ของรัฐบาลนั้นคุ้มค่า   เพราะหากทั้งสองเรื่องมีความล่าช้าไม่สามารถดำเนินการได้ภายในรัฐบาลนี้แล้ว การผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยมีปัญหาความต่อเนื่องในการผลิตแน่  และเมื่อนั้นวิกฤติพลังงานที่ประเทศต้องเผชิญจะเด่นชัดขึ้นเป็นลำดับ


หากทุกฝ่ายมีความจริงใจที่จะสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานและคำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐ อย่างแท้จริง ก็ไม่ควรนำเอาเรื่องพลังงานไปทำเป็นการเมืองหาผลประโยชน์และคะแนนนิยมเสียจนเละเทะ    รัฐบาลควรยึดมั่นในหลักการและข้อเท็จจริงทางด้านปิโตรเลียม และการเตรียมการเพื่อรับมือวิกฤติพลังงานในอนาคต เป็นสำคัญ  ไม่เช่นนั้น ปัญหาพลังงานจะกลายเป็นวัวพันหลัก ติดหล่มอยู่ในวังวนของการเมืองแบบเก่า  จนอยากที่จะแก้ไข และประชาชนรุ่นลูกรุ่นหลานต้องมารับกรรมที่คนรุ่นนี้ก่อเอาไว้      -Energy24hours

Comment : สัมปทานปิโตรเลียม21 อย่าถอยเสียจนติดหล่มการเมือง