ปตท.สผ.เสนอรัฐ แก้ไขกฎหมายเตรียมพร้อมใช้ระบบพีเอสซี

07/03/2015 | 1295 | Tags : News cate_sub_2_1

ปตท.สผ.เสนอรัฐ แก้ไขกฎหมายเตรียมพร้อมใช้ระบบพีเอสซี


        เมื่อวันที่ 6 มี.ค.2558 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับมูลนิธิ อรุณ สรเทศน์และภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม จัดบรรยายเชิงวิชาการในหัวข้อ "การแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างภาครัฐและเอกชนในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม" โดยมีผู้แทนจากคณะกรรมาธิการพลังงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.),กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  บริษัทด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ,ประชาชน และสื่อมวลชนให้ความสนใจร่วมรับฟังการบรรยายอย่างคับคั่ง

 

       นายเทวินทร์ วงศ์วานิช  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด(มหาชน) ปตท.สผ. ซึ่งเข้าร่วมรับฟังการบรรยายครั้งนี้  เปิดเผยว่า จากประสบการณ์การทำธุรกิจของ ปตท.สผ. ทั้งภายใต้ระบบสัมปทานและระบบแบ่งปันผลผลิต เห็นว่าระบบสัมปทานมีความเหมาะสมกับศักยภาพปิโตรเลียมของประเทศไทยที่ยังมีเหลืออยู่ และในแหล่งที่กำลังจะหมดอายุ  ที่เป็นแหล่งขนาดเล็ก เนื่องจากจะทำให้กระบวนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และภาครัฐซึ่งเป็นองค์กรที่จะกำกับดูแลมีความพร้อมอยู่แล้ว แต่เห็นด้วยว่า รัฐควรจะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย การเตรียมความพร้อมบุคลากร และการจัดตั้งองค์กรสำหรับระบบแบ่งปันผลผลิตเอาไว้สำหรับใช้บริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนทางทางทะเล ไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นแปลงสำรวจใหม่ และมีศักยภาพปิโตรเลียมสูงกว่า

 

นายเทวินทร์ กล่าวว่า ทั้งระบบแบ่งปันปันผลผลิตและระบบสัมปทาน ไม่ได้มีความแตกต่างในเรื่องของกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ  เพราะในทางปฏิบัติ อย่างเช่นกรณีของพม่า ที่ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต รัฐไม่ได้รับส่วนแบ่งเป็นน้ำมันหรือก๊าซ แต่รับส่วนแบ่งเป็นรายได้  นอกจากนี้ เมื่อหมดอายุสัมปทาน ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีการติดตั้ง ก็ตกเป็นของรัฐ เช่นเดียวกับระบบแบ่งปันผลผลิต จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล   ส่วนในเรื่องของผลประโยชน์ที่รัฐจะได้รับมากหรือน้อยนั้น ทั้งระบบสัมปทานและระบบแบ่งปันผลผลิตนั้น สามารถที่จะไปแก้ไขในรายละเอียดได้ ว่ารัฐจะเพิ่มสัดส่วนที่รัฐต้องการอยากจะได้เท่าไหร่  โดยหากรัฐต้องการสัดส่วนที่มากเกินไป จนเอกชนไม่คุ้มที่จะลงทุน ก็จะไม่มีใครเข้ามาสำรวจและผลิต 

 

 ทั้งนี้เรื่องที่แตกต่างกันระหว่างระบบสัมปทานและระบบแบ่งปันผลผลิต คือ การบริหารจัดการและการกำกับดูแลของภาครัฐ  ซึ่งในระบบสัมปทานนั้น รัฐจะปล่อยให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนในเรื่องของอุปกรณ์สำรวจ  ลงทุนแท่นผลิตเอง  โดยรัฐมีหน้าที่ในการกำกับดูแล แต่ในระบบแบ่งปันผลผลิต รัฐจะต้องมีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาเฉพาะ ที่จะเป้นคู่สัญญากับเอกชน และเป็นผู้อนุมัติอุปกรณ์ทุกชิ้นที่จะเข้ามาใช้ในการสำรวจและผลิต เพราะถือว่ารัฐเป็นเจ้าของ  ซึ่งในความเป็นจริงที่แหล่งปิโตรเลียมของไทย ที่เป็นแหล่งเล็ก แต่ละปีต้องมีใช้หลุมผลิตจำนวนมาก  ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือความล่าช้าในอนุมัติ  นอกจากนี้ ในระบบแบ่งปันผลผลิตนั้นสิ่งที่เอกชนลงทุนไปในการสำรวจและผลิตสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมดในครั้งเดียว ไม่ต้องคำนึงถึงการควบคุมต้นทุน ทำให้รัฐอาจจะเหลือส่วนที่เป็นกำไรไม่มากนัก ที่จะนำมาแบ่งปันกับเอกชนในภายหลัง  ในขณะที่ระบบสัมปทาน ที่ต้องทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละปี ทำให้ เอกชนต้องพยายามควบคุมต้นทุนการสำรวจและผลิตของตัวเองให้มีต้นทุนต่ำที่สุด 

 

นอกจากนี้สิ่งที่ภาคเอกชนมีความกังวลหากนำระบบแบ่งปันผลผลิตมาใช้ คือความล่าช้า ในการอนุมัติขั้นตอนการสำรวจและผลิต โดยในแหล่งพื้นที่ทับซ้อนไทยกับเวียดนาม ที่มีการแบ่งออกมาเป็นแหล่งอาทิตย์  นั้น ปตท.สผ.ใช้เวลาในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ภายในระยะเวลา10ปี ภายใต้ระบบสัมปทาน  แต่ในพื้นที่ของเวียดนามซึ่งพบปิโตรเลียมเช่นเดียวกันแต่ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต จนถึงปัจจุบัน 15ปีแล้ว ยังไม่สามารถนำปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ได้เลย 

 

"แหล่งปิโตรเลียมที่เหลืออยู่และนำมาเปิดสัมปทาน เป็นแหล่งมีศักยภาพไม่สูงมากนัก การจะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตที่ต้องมีการตั้งองค์กรที่จะมากำกับดูแล โดยเฉพาะ อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย เหมือนขี่ช้างจับตั๊กแตน  แต่เห็นด้วยว่ารัฐควรจะการเตรียมพร้อมระบบแบ่งปันผลผลิตเอาไว้ เพื่อไปใช้ในการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ที่ประเมินกันว่าจะศักยภาพปิโตรเลียมที่สูงกว่า" นายเทวินทร์ กล่าว 

 

ด้านนายฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ภาครัฐควรจะต้องคำนึงถึงคือทำอย่างไรรัฐจึงจะได้รับผลประโยชน์ที่เหมาะสม ในขณะที่บริษัทสำรวจและผลิตก็ยังมีแรงจูงใจที่จะเข้ามาทำการสำรวจและผลิต  โดยมองว่ารูปแบบในการบริหารจัดการทั้งระบบสัมปทานและระบบแบ่งปันผลผลิต ต่างก็มีทั้งจุดดีและจุดด้อย  ทั้งนี้ มองว่า รัฐควรจะต้องมีการจัดเก็บผลประโยชน์แบบยืดหยุ่นตามสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  โดยคำนึงถึงศักยภาพทางธรณีวิทยาของแหล่งทรัพยากรและความเสี่ยงจากการสำรวจและผลิต  โดยเห็นว่าจะต้องมีการจัดเก็บรายได้บนฐานของกำไร คือถ้าเจอแหล่งเล็ก ก็เก็บน้อย เจอแหล่งใหญ่ ก็เก็บมาก เป็นอัตราภาษีแบบก้าวหน้า (Progressive System)   เพื่อให้เอกชนมีความคุ้มทุนที่จะพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมขนาดเล็ก  ในขณะที่ระบบปัจจุบัน มีการกำหนดอัตราภาษีเงินได้แบบตายตัวคือ 50%ของกำไร 

นายฐิติศักดิ์ กล่าวว่า  ระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรีพลัส ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็ถือว่ามีความเหมาะสมกับแหล่งปิโตรเลียมของไทย แต่หากจะเปลี่ยนมาใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต ก็ถือเป็นความท้าทาย สำหรับคนไทย เพราะต้องมีการตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมาเป็นตัวแทนของรัฐโดยเฉพาะ ต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และต้องมีการจัดเตรียมบุคลากรที่มีความพอความสามารถมากพอที่จะมากำกับบริษัทเอกชนได้

นายจิรวัฒน์ ชีวรุ่งโรจน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเด็นที่ยังมีข้อกังวลคือหากเปลี่ยนมาใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต จริง การตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมาจัดการผลประโยชน์แทนรัฐ  จะดำเนินการอย่างไร จะจัดหาบุคลากรมาจากไหน และจะบริหารจัดการอย่างไรให้มีประสิทธิภาพได้แค่ไหน  เพราะปัจจุบันรัฐไม่ได้เตรียมคนไว้ที่จะมาดำเนินการเอง เ เป็นเพียงผู้กำกับดูแล   นอกจากนี้ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม นั้นอุปกรณ์ทุกชิ้นคิดค่าใช้จ่ายที่ผูกกับเวลา หากมีขั้นตอนการอนุมัติที่ยุ่งยาก ล่าช้า ก็ถือเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงที่รัฐจะต้องแบกรับเอาไว้  

ทั้งนี้ ในระบบแบ่งปันผลผลิต การที่รัฐจะได้รับผลประโยชน์ที่มากขึ้น องค์กรที่จัดตั้งขึ้นใหม่ จะต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้  มีคนที่เก่งในการเจรจาต่อรอง  

Comment : ปตท.สผ.เสนอรัฐ แก้ไขกฎหมายเตรียมพร้อมใช้ระบบพีเอสซี
รายการอื่นๆที่น่าสนใจ