สนพ.เผยสรุปแผนเลื่อนโรงไฟฟ้าภายในมี.ค.นี้ป้องกันสำรองสูง

10/03/2015 | 1958 | Tags : News cate_sub_2_1

สนพ.เผยสรุปแผนเลื่อนโรงไฟฟ้าภายในมี.ค.นี้ป้องกันสำรองสูง

    

    นายชวลิต พิชาลัย ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยถึงการประชุมร่วมกันระหว่าง สนพ. คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เมื่อเร็วๆนี้ เพื่อหาข้อสรุปในการเลื่อนแผนการจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าใหม่ หลังจากที่ปริมาณสำรองไฟฟ้าที่สูงถึง42% เกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 15 ว่าที่ประชุมยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะมีการเลื่อนโรงไฟฟ้าได้กี่แห่ง และจะสามารถลดปริมาณสำรองลงได้เหลือเท่าไหร่  เนื่องจาก การเลื่อนโรงไฟฟ้าในส่วนของ กฟผ. มีเพียงโรงไฟฟ้าวังน้อยที่จะสร้างทดแทนโรงเดิม เท่านั้น โดย สนพ.ได้ให้ทางกฟผ.ไปพิจารณาเลื่อนแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น คือในส่วนของโรงไฟฟ้าบางปะกง ที่จะเป็นการสร้างทดแทนโรงเดิม  และโรงไฟฟ้าถ่านหิน เทพา จังหวัดสงขลา แห่งที่2  ให้เข้าสู่ระบบหลังปี2568  จากเดิมที่จะเข้าสู่ระบบในช่วงปี2563-2564

         

         นายชวลิต กล่าวว่า มีความจำเป็นที่จะต้องเลื่อนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในส่วนของกฟผ. เป็นลำดับแรก เนื่องจาก โรงไฟฟ้าในส่วนของเอกชนทั้งในส่วนของโครงการไอพีพี และเอสพีพี นั้นต่างเป็นโครงการที่มีการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับรัฐเอาไว้แล้ว ยกเว้นว่าเอกชนจะให้ความร่วมมือที่จะเลื่อนโครงการออกไปโดยที่รัฐไม่ต้องชดเชยในรูปของอัตราค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น    โดยคาดว่าแผนการเลื่อนโรงไฟฟ้าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนมีนาคมนี้  เพื่อที่จะกำหนดลงไปในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ หรือ พีดีพี 2015  และเตรียมเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการพีดีพี พิจารณาให้ความเห็นชอบ ได้ 


           แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมาในโรดแมฟของกระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายที่จะดำเนินการจัดทำแผนพีดีพี2015  ให้แล้วเสร็จภายในปี2557 เพื่อที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่ปี2558-2579 แต่เนื่องจาก แผนพีดีพี 2015 จะต้องมีการพิจารณาให้สอดคล้องกับแผนอนุรักษ์พลังงาน และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก  ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปริมาณสำรองไฟฟ้าสูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด และต้องมีการเจรจาเลื่อนโรงไฟฟ้า เพื่อที่จะลดปริมาณสำรองลง  การจัดทำแผนพีดีพี 2015 จึงมีความล่าช้ากว่าเป้าหมายไปมาก โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มใช้แผนดังกล่าวได้ประมาณเดือนพฤษภาคม 2558 


              ด้านนายสุนชัย คำนูญเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ผลการเจรจากับทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ที่จะเลื่อนโครงการโรงไฟฟ้าในส่วนที่ กฟผ.ดำเนินการ  เพื่อแก้ปัญหาปริมาณสำรองไฟฟ้าที่สูงกว่าเกณฑ์ปกติ  นั้น จะมีโครงการที่สามารถเลื่อนออกไปได้เพียง โครงการโรงไฟฟ้าวังน้อยที่จะสร้างทดแทนโรงที่1และโรงที่2 กำลังการผลิตรวมประมาณ 1,200 เมกะวัตต์ เท่านั้น  เนื่องจากส่วนใหญ่ โรงไฟฟ้าที่กฟผ.ดำเนินการจะเป็นการก่อสร้างเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมที่จะหมดอายุ เช่น โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ,โรงไฟฟ้าพระนครใต้ ,โรงไฟฟ้าบางปะกง ที่มีส่วนในการสร้างความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพและปริมณฑล  ส่วนโรงไฟฟ้าใหม่ที่จะดำเนินการก่อสร้าง ส่วนใหญ่จะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน เช่นที่กระบี่ และโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา ซึ่งก็เป็นเรื่องของความมั่นคงทางด้านไฟฟ้าในภาคใต้ และเป็นไปตามนโยบายการกระจายเชื้อเพลิงเพื่อลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติ ลงในอนาคต


              อย่างไรก็ตามในส่วนของการเจรจากับโรงไฟฟ้าไอพีพี ที่จะให้เลื่อนโครงการออกไปโดยไม่ต้องมีส่วนชดเชยค่าไฟฟ้านั้น ได้มีการเจรจากับทางเนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย หรือ เอ็นพีเอส ให้เลื่อนระยะเวลาจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบออกไปจากเดิม 4ปี แล้วเนื่องจากปัจจุบันโครงการดังกล่าวยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง เพราะยังไม่ได้ผ่านการอนุมัติรายงานผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ  รวมทั้งสามารถที่จะเจรจากับผู้ประกอบการเอสพีพีได้บางราย เท่านั้น     


          นายสุนชัย กล่าวด้วยว่า การเจรจาเพื่อเลื่อนโรงไฟฟ้าทำได้ยากเนื่องจากโครงการส่วนใหญ่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชนไปแล้ว ดังนั้นในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือพีดีพีฉบับใหม่ อาจจะต้องยอมรับในตัวเลขของปริมาณสำรองไฟฟ้าที่สูงขึ้น แต่ในทางปฏิบัติเชื่อว่า ปริมาณสำรองไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงจะไม่ได้สูงมากนัก เพราะ ในการจัดทำแผนพีดีพีฉบับใหม่ มีการนำแผนประหยัดพลังงาน มาคิดคำนวณว่าจะสามารถทำได้จริงทั้ง100จากเดิม ที่มีการนำแผนมาคิดคำนวณเพียง 20เท่านั้น นอกจากนี้ แผนพีดีพียังคาดการณ์ถึงอัตราการเติบโตเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าแผนเดิม โดยหากเศรษฐกิจมีการขยายตัวสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ ตัวเลขปริมาณสำรองไฟฟ้าก็จะลดลง


           ก่อนหน้านี้ทางกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ซึ่งร่วมจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(พีดีพี) ได้ระบุถึงการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า(Load Forecast)  เพื่อจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ หรือพีดีพี2015 ที่จะใช้ตั้งแต่ปี2558-2579 ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับลดลงจากแผนพีดีพี ฉบับเดิมอย่างมาก  จากที่เคยใช้จีดีพี เฉลี่ยทั้งแผน ประมาณ4.5% เหลือเพียง 3.9% รวมทั้งการนำแผนอนุรักษ์และประหยัดพลังงานมาคิดรวมอยู่ในแผนพีดีพี   ทำให้ปริมาณสำรองไฟฟ้าปรับสูงขึ้นเกินกว่ามาตรฐาน ที่กำหนดไว้ประมาณ 15โดย ในปี2558 คาดว่าปริมาณสำรองไฟฟ้าจะอยู่ที่ระดับ25ของปริมาณการผลิตติดตั้งทั้งระบบ และจะเพิ่มขึ้นทุกๆปี จนมาขึ้นสูงสุดในระดับ40-42 % ในช่วงปี2566-2568  หลังจากนั้นจึงจะปรับตัวลดลง มาอยู่ที่ระดับ 20%ในปี2569   

............................

Comment : สนพ.เผยสรุปแผนเลื่อนโรงไฟฟ้าภายในมี.ค.นี้ป้องกันสำรองสูง
รายการอื่นๆที่น่าสนใจ