เอสโซ่แถลงวิสัยทัศน์ เติมเต็มพลังชีวิต ด้วยประสบการณ์พลังงานที่เหนือกว่า



 

 

นายศักดิ์ แจ้งกมลกุลชัย ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แถลงนโยบายนำองค์กร ฝ่าโควิด-19 ท่ามกลางการใช้ชิวิตวิถีใหม่ New Normal เพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำในตลาด ด้วยวิสัยทัศน์ "เติมเต็มพลังชีวิต ด้วยประสบการณ์พลังงานที่เหนือกว่า"

 "เมื่อผมเข้ามารับตำแหน่งนั้น เราได้พบกับสถานการณ์ที่ท้าทายถาโถมเข้ามา ทั้งเรื่องเศรษฐกิจถดถอย และ การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่เราสามารถฝ่าฟันมาได้อย่างปลอดภัยและไม่มีข้อผิดพลาด ด้วยความร่วมมือร่วมใจของพนักงานทุกคน รวมถึงมีทีมบริหารกรณีฉุกเฉินและแผนปฏิบัติการเพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องที่มีประสิทธิภาพ

เราให้ความสำคัญในเรื่องของการทำงานที่มีความคล่องตัวแบบ agile และ resilience ที่สามารถปรับตัวเพื่อพลิกฟื้นสถานการณ์การดำเนินงานและในเชิงรุกมากขึ้น รวมถึงการปรับแผนการผลิตของโรงกลั่นให้ทันเหตุการณ์ การให้บริการรูปแบบใหม่ๆ ในสถานีบริการเอสโซ่ การปรับปรุงการบริการจัดจำหน่ายน้ำมันเครื่องโมบิล และ นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริการการขาย รวมถึง การป้องกันและดูแลพนักงานในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัยทุกคน การดูแลลูกค้า อีกทั้ง ได้มีส่วนช่วยเหลือสังคมในการป้องกันและบรรเทาภัยโควิด-19 เช่นการมอบอุปกรณ์ป้องกันแก่ทีมแพทย์พยาบาล และ ถุงยังชีพแก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบด้วย

จากความสามารถในการตอบรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและจุดเด่นต่างๆของเรา จึงได้นำมาสู่วิสัยทัศน์ เติมเต็มพลังชีวิต ด้วยประสบการณ์พลังงานที่เหนือกว่า เพื่อก้าวต่อไป พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งในตลาดด้วยกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสม มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและสามารถจัดหาผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง"

เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ด้านการตลาดขายปลีก เอสโซ่ให้ความสำคัญในการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง โดยได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์น้ำมันเอสโซ่ซีเนอร์จี้ (Synergy) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่พัฒนาโดย ExxonMobil Research and Engineering Company ที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับรถแข่งฟอร์มูล่า 1 และในขณะนี้ มากกว่าร้อยละ 80 ของเครือข่ายสถานีบริการได้ปรับภาพลักษณ์เป็นรูปแบบซีเนอร์จี้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการปรับปรุงภาพลักษณ์ที่ดีแล้ว ยังนำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการด้วย

เอสโซ่ได้ขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด ซึ่งปัจจุบันได้เพิ่มมาเป็น 676 แห่ง และจะเพิ่มถึง 690 แห่งในสิ้นปีนี้ โดยในปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกินกว่า 700 แห่ง อีกทั้งยังได้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาให้บริการแก่ลูกค้ามากยิ่งขึ้น เช่น การจ่ายเงินด้วยด้วย QR Code เพื่อลดการสัมผัส หรือ Contactless รวมถึงในเรื่องการสะสมแต้ม การแลกส่วนลดต่างๆ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้สร้างรายได้อื่นผ่านพันธมิตรทางธุรกิจที่เข้มแข็ง โดยขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในการเพิ่มร้านค้าและบริการในสถานีบริการน้ำมัน ประกอบด้วย เบอร์เกอร์คิง แมคโดนัลด์ เคเอฟซี เดอะ พิซซ่า คอมปะนี เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส แฟมิลี่มาร์ท มินิบิ๊กซี ลอว์สัน 108ช็อป สตาร์บัคส์ ร้านกาแฟราบิก้า ร้านคาเฟดิโอโร่ ร้านกาแฟคอฟฟี่บอย บีควิก บ๊อช วิซาร์ด เอสซีจี ควิกวอช เบทาโกร เคอรี่เอ็กซ์เพรส ร้านยาง51 และล่าสุด ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับกลุ่มไมเนอร์ฟู้ด เปิดร้านกาแฟใหม่ในชื่อ Coffee Journey โดยเพิ่งเปิดสาขาแรกที่สถานีบริการน้ำมันเอสโซ่ สาขารามอินทรา กม.6.5 ซึ่งในสถานีบริการน้ำมันจะมีที่เอสโซ่เท่านั้น และมีแผนที่จะขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง การมีพันธมิตรที่เข้มแข็งเหล่านี้ ช่วยเสริมรายได้ให้กับสถานีบริการน้ำมันและยังเพิ่มคุณภาพการให้บริการที่ครบวงจรสำหรับลูกค้า การขายผ่านธุรกิจพาณิชยกรรมเป็นช่องทางการขายที่สร้างรายได้ที่ดีเช่นกัน เป็นการขายให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การค้าส่ง การเดินเรือ การบิน รวมถึงการขายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน ลาว เมียนมา และ กัมพูชา ด้วยความร่วมมือและการบริหารจัดการอุปสงค์อุปทานระหว่างหน่วยงานต่างๆที่ดีภายในบริษัทฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถเพิ่มยอดขายร้อยละ 4 จากกลุ่มลูกค้าที่สำคัญ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าภาคภูมิใจที่สามารถทำรายได้จากยอดขายได้เป็นอันดับหนึ่งของเอ็กซอนโมบิลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค โดยเน้นผลิตภัณฑ์ hi-grade เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ รวมทั้งได้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ น้ำมันเตาสำหรับเรือเดินสมุทร "EMF.5" ที่มีกำมะถันต่ำเพียงร้อยละ 0.50 ซึ่งช่วยในเรื่องสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐาน International Maritime Organization

ด้านธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น บริษัทฯ มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มจำนวนประเภทผลิตภัณฑ์หล่อลื่นคุณภาพสูง การขยายการตลาดอย่างครอบคลุมทั่วถึง และ เสริมสร้างศักยภาพช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์หล่อลื่น เพื่อเป็นการตอบสนองผู้ที่ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นที่มีสมรรถนะดีเยี่ยม

บริษัทฯ ได้เสนอผลิตภัณฑ์หล่อลื่นที่หลากหลายเพิ่มขึ้นให้แก่ผู้บริโภค เช่น น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ พรีเมียมโมบิล 1 และน้ำมันไฮโดรลิก DTE 20 อัลตร้า นอกจากนี้ หลังจากที่บริษัทฯ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ หล่อลื่น โมบิล ซูเปอร์ โมโต แล้ว ยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นใหม่คือ โมบิล เรซซิ่ง 4T สำหรับผู้ใช้รถมอเตอร์ไซด์ด้วย ทั้งหมดนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นที่ต้องการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ผ่านผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง ช่วยยืดอายุการใช้งาน เพิ่มพลังการขับเคลื่อน เพิ่มประสิทธิภาพ และ สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้ง ได้เพิ่มจำนวนร้านค้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์โมบิลถึงกว่า 1,640 แห่งเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั่วประเทศ ซึ่งการขายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นโมบิลในประเทศไทย ถือเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของเอ็กซอนโมบิลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคใต้ด้วย

ด้านโรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่ศรีราชาและโรงงานปิโตรเคมี ได้ทำงานร่วมกันเพื่อผลิตน้ำมันสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์เคมีที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทฯ และ คงไว้ซึ่งต้นทุนที่มีศักยภาพในการแข่งขัน พร้อมทั้งมองหาโอกาสอย่างต่อเนื่องในการเพิ่มผลกำไรและลดการใช้ต้นทุนการผลิต ด้วยโครงการพัฒนาการดำเนินงานในหลายๆด้าน เช่น การใช้เครื่องมือและหน่วยผลิตที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด การเลือกใช้น้ำมันดิบและวัตถุดิบตั้งต้นจากแหล่งใหม่ๆ เพื่อลดต้นทุนในการผลิต และ โครงการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในช่วงการแพร่ระบาดโควิด -19 โรงกลั่นได้มีการปรับแผนการกลั่นน้ำมันเพื่อให้เหมาะสมต่อความต้องการใช้ในช่วงนั้นด้วย

 

 

Comment : เอสโซ่แถลงวิสัยทัศน์ เติมเต็มพลังชีวิต ด้วยประสบการณ์พลังงานที่เหนือกว่า
รายการอื่นๆที่น่าสนใจ