แนวโน้มค่าไฟฟ้าปี2558


แนวโน้มค่าไฟฟ้าปี2558 ทะลุ4บาทต่อหน่วย

            พ่อบ้าน แม่บ้านที่รับภาระจ่ายค่าไฟฟ้ากันเป็นประจำ คงโล่งอกกันเป็นแถว ที่ค่าไฟฟ้าตั้งแต่เดือนก.ย. จนถึงธ.ค. 2557 ยังไม่ขยับขึ้น โดยยังคงจ่ายเท่าเดิมที่ 3.96 บาทต่อหน่วย เพราะเรกูเลเตอร์ตรึงราคาค่าเอฟทีเอาไว้ให้ แต่เห็นตัวเลขนี้แบบนี้แล้ว บอกเอาไว้เลยว่าปี2558ที่จะมาถึง ค่าไฟฟ้าทะลุเกิน4บาทต่อหน่วยอย่างแน่นอน            

         อันที่จริงราคาค่าไฟฟ้าที่ชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ ที่จ่ายกันอยู่นั้น หลักๆมาจาก 2 ส่วน คือ ?ค่าไฟฟ้าฐาน? และค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า ?ค่าเอฟที? สำหรับในส่วนของค่าไฟฟ้าฐานนั้น ก็คือ ค่าต้นทุนในส่วนของการสร้างโรงไฟฟ้า สายส่งไฟฟ้า สถานีไฟฟ้า และค่าบริการต่างๆ เป็นต้นนั่นเอง ซึ่งปกติจะมีราคาค่อนข้างคงที่ โดยปัจจุบันราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.27 บาทต่อหน่วย            

ส่วน ?ค่าเอฟที? นั้น ก็คือค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งมีอัตราไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงไปตามเชื้อเพลิงที่เลือกใช้ผลิตไฟฟ้า ซึ่งราคาตามกลไกตลาดโลก โดยค่าเอฟทีจะมีการปรับกันทุกๆ 4 เดือน โดยรอบแรกเริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค.-เม.ย. ส่วนรอบที่ 2 ก็ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ส.ค. รอบที่ 3 ตั้งแต่เดือนก.ย.- ธ.ค. ซึ่งจะปรับเช่นนี้เป็นประจำทุกปี โดยค่าเอฟทีนี้จะเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลงตามต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้านั่นเอง

            ล่าสุดเรกูเลเตอร์ได้ประชุมและมีมติให้ตรึงค่าเอฟทีงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2557 ไว้เท่าเดิมที่ 69 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน และเมื่อนำไปรวมกับ ?ค่าไฟฟ้าฐาน? เฉลี่ยที่ 3.27 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้างวดนี้เป็นอัตราที่ชาวบ้านต้องจ่ายกันประมาณ 3.96 บาทต่อหน่วย

            อย่างไรก็ตามหากเรกูเลเตอร์ไม่ตรึงค่าไฟฟ้างวดนี้ มาดูกันว่าราคาที่แท้จริงจะเป็นเท่าไหร่?  ซึ่งจากการพิจารณาค่าเอฟทีที่แท้จริงตามการคำนวณ อยู่ที่71.66 สตางค์ต่อหน่วย หรือเท่ากับปรับขึ้นอีก 2.66 สตางค์ต่อหน่วย และเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน 3.27 บาทต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟฟ้าที่แท้จริงของปลายปีนี้เท่ากับประมาณ3.98 บาทต่อหน่วย เรียกว่าเฉียด 4 บาทต่อหน่วยมากๆ

            ฉะนั้นเมื่อเรกูเลเตอร์ประกาศตรึงค่าเอฟทีไว้ที่ 69 สตางค์ต่อหน่วย จึงเหลือค่าเอฟทีอีก 2.66 สตางค์ที่ต้องตกเป็นภาระให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เข้ามาแบกรับแทนประชาชนไปก่อน  หรือคิดเป็นเงิน 1,426 ล้านบาท ภาระตัวนี้เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญพอสมควร เพราะเปรียบเสมือนเราไปยืมเงินเพื่อนมาซื้อข้าว แม้เราจะยังไม่ต้องจ่ายค่าข้าวทันที แต่ในอนาคตเราก็ต้องควักเงินไปคืนเพื่อน (ถ้าไม่ชักดาบกันซะก่อน)

            ดังนั้นสิ่งที่ผู้เขียนอยากจะบอกก็คือ แม้ กฟผ.จะแบกรับค่าเอฟทีส่วนหนึ่งไปแทนประชาชนในงวดนี้ แต่ในงวดถัดๆไป หรือต้นปี 2558 เรกูเลเตอร์ก็อาจต้องพิจารณาทยอยปรับขึ้นค่าเอฟที เพื่อใช้เงินคืนให้กับ กฟผ.อยู่ดี  ซึ่งเป็นกรณีเดียวกับค่าเอฟทีงวดก.ย.-ธ.ค. 2557 ซึ่งแท้จริงควรปรับขึ้น ก็เนื่องมาจากต้องเอาเงินไปจ่ายคืน กฟผ. งวดก่อน(พ.ค.-ส.ค.2557) ที่ไปให้กฟผ. รับภาระค่าเอฟทีแทนประชาชนถึง 2,942 ล้านบาทนั่นเอง นี่ยังไม่นับรวมค่าต้นทุนเชื้อเพลิงที่อาจปรับขึ้นและมีผลกระทบต่อค่าเอฟที อีกด้วย

              ฉะนั้นในปีหน้า มีความเป็นไปได้สูงที่ค่าไฟฟ้าอาจทะลุถึง 4 บาทต่อหน่วยได้ และมีการคาดการณ์ของนักวิชาการและกูรูด้านพลังงานทั้งหลายระบุว่าค่าไฟฟ้าอาจถึง 5บาทก็เป็นไปได้ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาไม่ให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าแพงเกินไป จึงไม่ใช่อยู่ที่การยืมเงิน หรือ การให้ กฟผ.มาแบกรับภาระชั่วคราวแทนประชาชน แต่ต้องลงลึกไปดูถึงการเลือกใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งมีมากมาย ตั้งแต่ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน น้ำมันเตา น้ำมันดีเซล พลังน้ำ พลังงานทดแทน หรือแม้กระทั่งนิวเคลียร์ ว่าสิ่งไหนมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ไม่แพงและเหมาะสมกับประเทศไทย 

แต่ท้ายที่สุดต้องไม่ลืมว่า ค่าไฟฟ้าแต่ละเดือนจะแพงหรือถูก ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้เองด้วย หากใช้กันอย่างสิ้นเปลือง สุดท้ายก็ต้องควักกระเป๋าช่วงปลายเดือนจ่ายให้กับค่าไฟฟ้าเยอะอยู่ดี หากเป็นไปได้เรามาลองลดใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นลง ทำจนเป็นนิสัยทุกวัน แล้วมาลุ้นกันว่า เราจะลดค่าไฟฟ้าลงได้ขนาดไหน  ซึ่งนอกจากจะลดค่าใช้จ่ายของตัวเองลงได้แล้ว ก็ถือเป็นการช่วยเหลือประเทศลดการใช้พลังงานลงได้อีกทาง

                                                           -สมสมร-

                                                                    



Comment : แนวโน้มค่าไฟฟ้าปี2558