กลุ่มERS แจงผลดีผลเสียตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ

29/06/2015 | 1913 | Tags : News cate_sub_2_1

กลุ่มERS แจงผลดีผลเสียตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ

นายมนูญ ศิริวรรณ  รองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน  สภาปฏิรูปพลังงานแห่งชาติ(สปช.) หนึ่งในแกนนำกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน  เปิดเผยว่าตามทีคณะกรรรมาธิการพลังงานของสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ(สนช.) กำลังเสนอให้ตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(National Oil Company) และกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.)ก็พยายาม ที่จะล็อบบี้ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ให้เห็นชอบ นั้น  เห็นว่า ในแนวคิดการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาใหม่นั้นเห็นด้วยว่าเป็นแนวคิดที่ดี แต่จะต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าจะตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร  และจะบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร   แต่หากเป็นการตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นทั้งองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแล หรือเป็นเรกูเลเตอร์ และเป็นผู้ดำเนินการหรือโอเปอเรเตอร์เอง นั้นไม่เห็นด้วย เพราะบรรษัทพลังงานแห่งชาติที่ตั้งขึ้นใหม่ จะทำงานทับซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่เดิม  และยากต่อการ ตรวจสอบ  จะสร้างปัญหาผลประโยชน์ขัดแย้ง เป็นบ่อเกิดของคอร์รัปชั่น 



"ที่ผ่านมายังไม่เคยมีรัฐวิสาหกิจใดที่รัฐถือหุ้น100%แล้วทำหน้าที่เป็นทั้งเรกูแลเตอร์และโอเปอเรเตอร์ ในการบริหารจัดการผลประโยชน์ของรัฐที่มากถึง5แสนล้านบาท  และบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เรากำลังจะสร้างยักษ์ในตะเกียงวิเศษตัวใหม่ ที่หากหลุดออกมาแล้วไม่กลับเข้าไปในตะเกียง แล้วจะเดือดร้อนกันไปหมด  เพราะยักษ์ที่รัฐถือหุ้น100% นั้นมันกินจุแล้วตรวจสอบได้ยาก "นายมนูญ กล่าว 



นายมนูญ กล่าวว่า ในบทบาทของคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน ของสปช. คงจะทำหนังสือไปถึง คสช. เกี่ยวกับประเด็นการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เพื่อให้ทางคสช.มีข้อมูลพิจารณาอีกด้าน  จากเดิมที่ทางคสช.ได้รับข้อมูลเฉพาะจากฝั่งกลุ่ม คปพ. 



นายคุรุจิต นาครทรรพ ปลัดกระทรวงพลังงาน หนึ่งในแกนนำกลุ่มERS กล่าวว่า  ข้อเสนอของกระทรวงพลังงานตามร่างแก้ไขกฏหมาย พรบ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมพ.ศ.2514 ที่เสนอแก้ไขไป10มาตรา เพื่อเปิดช่องให้มีการใช้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต นั้น  จะไม่มีการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาในลักษณะเดียวกับเปโตรนาสขอมาเลเซีย หรือเปอร์ตามินา ของอินโดนีเซีย ที่เป็นทั้งเรกูเลเตอร์ และโอเปอเรเตอร์   โดยจะให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นผู้บริหารจัดการสัญญาในลักษณะเดียวกับที่ใช้ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย ?มาเลเซีย หรือเจดีเอ  



ทั้งนี้มองว่าประเด็นปัญหาสำคัญของประเทศในขณะนี้คือความมั่นคงทางด้านพลังงาน เป็นอันดับแรก และผลตอบแทนของรัฐเป็นอันดับรองลงมา  เพราะพื้นที่แปลงสำรวจและแปลงสัมปทานในอ่าวไทยนั้นมีศักยภาพด้อยกว่ามาเลเซีย  ที่จะต้องมีการลงทุนเจาะหลุมผลิตปีละ500หลุมเพื่อรักษาระดับการผลิตเอาไว้  หากรัฐไปเรียกผลประโยชน์มากเกินกว่าศักยภาพที่ลงทุน และเอกชนเขาไม่อยากจะลงทุนต่อก็จะเป็นปัญหาต่อความมั่นคงด้านพลังงาน  


"ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยถือเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าและเป็นวัตถุดิบสำคัญในธุรกิจปิโตรเคมี ถ้าเราทำให้มีความมั่นคง รายได้ของรัฐก็จะตามมา แต่ถ้ามันไม่ได้ถูกนำขึ้นมาใช้  รัฐก็จะไม่มีรายได้  เราจะเอาส่วนแบ่ง50%จากสิ่งที่มีการผลิตขึ้นมาได้ หรือจะเอา80%จากที่ไม่ได้มีการผลิต ซึ่งเท่ากับศูนย์"นายคุรุจิต กล่าว 


นายคุรุจิต กล่าวด้วยว่า จากประสบการณ์ที่เคยทำงานในพื้นที่พัฒนาร่วมมา8ปี ประเทศไทยเราไม่เหมาะที่จะตั้งองค์กรขึ้นมาแบบเปโตรนาส ของมาเลเซีย  เพราะเรามีองค์กรที่ทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว  ข้อเสนอการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ จึง เป็นดาบสองคม   เนื่องจากการที่จะเข้ามาบริหารจัดการเรื่องของปิโตรเลียมให้มีประสิทธิภาพ จะต้องมีบุคคลากรที่มีความรู้และประสบการณ์ ซึ่งต้องใช้เวลาสร้างขึ้นมา ไม่ใช่จะเอาใครมานั่งทำงาน ก็ได้  และสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือบรรษัทที่ตั้งขึ้นใหม่นี้จะต้องมาดูแลระบบการจัดซื้อจ้างทุกอย่างแทนเอกชน  จะเกิดมีการตั้งโต๊ะเต็มไปหมด  และกลายเป็นต้นทุนแฝง และความเสี่ยงสำหรับการลงทุน   มีความอุ้ยอ้ายในการบริหารจัดการ 

 อยากจะให้เราแยกการเมืองออกจากเรื่องพลังงาน แล้วกำหนดนโยบายบนพื้นฐานของเหตุผล และข้อมูลที่มาจากข้อเท็จจริง เพราะสถานการณ์ด้านพลังงานในตอนนี้เราไม่ควรเสียเวลาที่จะมาลองผิดลองถูก


ด้านนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์น ประธานกรรมการบริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) ในฐานะแกนนำกลุ่มERS  กล่าวว่า เรื่องสำคัญที่กำลังจะเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ของระบบเศรษฐกิจของประเทศ คือการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุในปี2565-2566 เพราะมีกำลังการผลิตก๊าซมากกว่า50%ของกำลังการผลิตที่มีอยู่ในอ่าวไทย ซึ่งหากไม่มีความชัดเจนภายใน2ข้างหน้านี้  ผู้รับสัมปทานรายเดิมจะมีการลดการลงทุน ส่งผลให้กำลังการผลิตก๊าซลดปริมาณลง

โดยวิธีที่ดีที่สุด อยากจะให้รัฐ เจรจากับผู้รับสัมปทานรายเดิมเช่นเดียวที่ที่ประเทศอื่นๆซึ่งใช้ระบบสัมปทานดำเนินการ เพราะไม่มีใครที่จะมีข้อมูลและรู้ดีกว่าผู้รับสัมปทานรายเดิม ที่จะสามารถนำปิโตรเลียมที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่ายได้  

........................


Comment : กลุ่มERS แจงผลดีผลเสียตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ
รายการอื่นๆที่น่าสนใจ