สนพ. เร่งพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ

11/10/2015 | 2145 | Tags : News cate_sub_2_1

สนพ. เร่งพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ

          นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน  ในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำแผนงานพัฒนาระบบไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ร่วมกับ 3 การไฟฟ้า คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ได้ร่วมกันจัดทำ "แผนพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ" 

              โดยแผนงานดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่  1.การขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid, APG)  ได้แก่ การก่อสร้างระบบสายส่งแรงสูงขนาด 500 กิโลโวลต์ เพื่อเพิ่มความสามารถของระบบสายส่งไฟฟ้าให้เกิดความคล่องตัว และเกิดการเชื่อมโยงระหว่างประเทศไทย กับประเทศเพื่อนบ้าน 2.การพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone : SEZ) ซึ่งจำเป็นต้องมีสายส่งแรงสูง ทั้งระบบ 230 กิโลโวลต์ และ 115 กิโลโวลต์ และระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในบางพื้นที่ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเติบโตของระบบเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยระยะแรกมีจำนวน 6 พื้นที่ ได้แก่  1) อ.แม่สอด จ.ตาก 2) อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว 3) อ.คลองใหญ่ จ.ตราด 4) อ.เมือง จ.มุกดาหาร 5)อ.สะเดา จ.สงขลา 6) อ.เมือง จ.หนองคาย

          นอกจากนี้ ในแผนดังกล่าวได้ประมาณการรวมไปถึงแนวทางการพัฒนาสายส่งที่จำเป็นต้องเชื่อมโยงไปยังเมืองคู่แฝดทางประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศ โดยจะต้องมีการศึกษา และพิจารณาถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ของการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศผ่านโครงข่ายที่มีอยู่เดิมของประเทศ รวมถึงวางแผนก่อสร้างสายส่งเชื่อมโยงระหว่างเมืองคู่แฝด อาทิ จากแม่สอด ไปยังเมืองเหมียววดี (หรือไปยัง ผาอ้น) ประเทศเมียนมา, จากหนองคาย ไปยัง นครหลวงเวียงจันทร์, จากคลองใหญ่ ไปยังจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา เป็นต้น

         ทั้งนี้ในส่วนของระบบผลิตไฟฟ้านั้น สนพ. รับทราบว่ามีเอกชนที่ให้ความสนใจที่จะเข้าไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น ทางกระทรวงพลังงานเร่งเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับแนวทางดังกล่าว โดยนอกจากความพร้อมในด้านระบบสายส่งแล้ว ในส่วนของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ที่จะต้องพัฒนาให้เข้าสู่ระบบใหม่ให้เป็นรูปแบบประเภทสัญญา Firm Contract (เป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดระยะเวลา ปริมาณซื้อขายที่แน่นอน) และอาจเป็นระบบแบบผสมผสาน (Hybrid)ที่สามารถจ่ายไฟได้ต่อเนื่องตลอดเวลา เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น 

         นอกจากจะช่วยกระตุ้นการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้ว ยังช่วยเพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงานไฟฟ้า ลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล และถ้าประเทศไทยมีไฟฟ้าเหลือในบางเวลา อาจสามารถขายไฟส่วนที่เหลือไปยังประเทศเพื่อนบ้านในพื้นที่ที่ยังมีความต้องการไฟฟ้าสูง หรือไปยังเมืองคู่แฝดในประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย 

         ซึ่งปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่เป็นระบบประเภทสัญญา Non-Firm Contact (เป็นสัญญาที่ไม่มีข้อกำหนดระยะเวลา ปริมาณซื้อขายที่แน่นอน) เสี่ยงต่อการไฟตกไฟดับ และถ้าหากมีเขตเศรษฐกิจพิเศษเกิดขึ้น ต้องมีการปรับปรุงระบบสายส่งไฟฟ้าให้ได้ภายในปี 2565 เพื่อรองรับการลงทุนในระบบผลิตไฟฟ้าให้ทันกับการขยายตัวของเขตเศรษฐกิจพิเศษ

         "จากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานร่วมกับ 3 การไฟฟ้า เพื่อต้องการสร้างระบบไฟฟ้าให้เกิดความมั่นคง และสามารถรองรับการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชน ให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ"  นายทวารัฐ กล่าว


............................................


 ตารางแสดงการเปรียบเทียบความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดกรณีมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ(SEZ) ณ ปี พ.ศ. 2574

 

พื้นที่

ปีพ.ศ. 2559 (MW)

กรณีมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ (MW )

ในปี พ.ศ. 2574

เพิ่มขึ้นจากกรณีที่ไม่มี

เขตเศรษฐกิจพิเศษ (MW)

ในปี พ.ศ. 2574

อ.แม่สอด จ.ตาก   

67

221

100

อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

92

267

90

อ.คลองใหญ่ จ.ตราด  

71

170

25

อ.เมือง จ.มุกดาหาร

48

194

120

อ.สะเดา จ.สงขลา

118

227

50

อ.เมือง จ.หนองคาย

102

242

80

รวม

498

1,321

465

**หมายเหตุ : MW = เมกะวัตต์

 


............................................


Comment : สนพ. เร่งพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ
รายการอื่นๆที่น่าสนใจ