ทำไมแอลพีจีต้องสะท้อนต้นทุนจริง

01/10/2014 | 1334 | Tags : แอลพีจี พลังงาน

ทำไมแอลพีจีต้องสะท้อนต้นทุนจริง

ประเด็นที่ทางคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคขนส่งอีก62สตางค์ต่อกิโลกรัม เมื่อวันที่30ก.ย.2557ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ราคาแอลพีจีภาคขนส่งปรับขึ้นจาก21.38บาทต่อกิโลกรัม มาอยู่ที่ 22.00บาทต่อกิโลกรัม ถือว่าแก้ปัญหาเรื่องแอลพีจีเพียงแค่ขั้นแรกเท่านั้น  เพราะราคาแอลพีจีภาคขนส่ง ก็ยังต่ำกว่า แอลพีจีครัวเรือน ซึ่งมีราคาขายปลีกอยู่ที่ 22.63 บาทต่อกิโลกรัม

ในขั้นต่อไป คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะต้องมีการขยับราคาแอลพีจีขนส่ง อีก63สตางค์ต่อกิโลกรัม ให้ขึ้นมาเท่ากับแอลพีจีครัวเรือน  ก่อนที่จะขยับทั้งแอลพีจีครัวเรือนและแอลพีจีขนส่ง ขึ้นพร้อมกัน เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนโรงแยกก๊าซ ที่ 24.82บาทต่อกิโลกรัม

***การที่รัฐบาลควบคุมราคาจำหน่ายแอลพีจีทั้งภาคครัวเรือนและภาคขนส่งเอาไว้ในระดับที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาเป็นเวลานาน นอกจากจะทำให้โครงสร้างการใช้บิดเบือนแล้ว ยังทำให้ประชาชนเสพติดแอลพีจีราคาถูก และเป็นประเด็นการเมืองที่ยากต่อการตัดสินใจ  มองในภาพรวมยังสะท้อนถึงการใช้ทรัพยากรปิโตรเลียมที่ไม่คุ้มค่าด้วย (เหมือนกับที่ดร.ณรงค์ชัย รมว.พลังงาน ท่านบอกว่า เผาทิ้งมะพร้าวทั้งลูกแทนที่จะแยกน้ำมะพร้าวซึ่งเป็นของดีออกมาก่อน )  

แอลพีจีที่เราใช้ในปัจจุบัน มาจาก 3ทาง คือ 1. จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ต้นทุนอยู่ที่ 540เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่รัฐคุมราคาขายไว้ที่ 330เหรียญสหรัฐต่อตัน (ต่ำกว่าราคาขายก๊าซจากปากหลุม ที่อยู่ที่ประมาณ360เหรียญสหรัฐต่อตัน) 2.แอลพีจีจากโรงกลั่นน้ำมัน ที่นำเข้าน้ำมันดิบในราคาตลาดโลกมา กลั่นแล้วได้แอลพีจี ออกมา ต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 830เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่รัฐเอากองทุนน้ำมันไปชดเชยให้ เพื่อให้โรงกลั่นผลิตแอลพีจีออกมาขายในราคา ประมาณ700เหรียญสหรัฐต่อตัน(เพราะซื้อจากโรงกลั่น ก็ยังถูกกว่าแอลพีจี นำเข้า)   3.แอลพีจี ที่ได้จากการนำเข้า ตามราคาCP บวกค่าขนส่ง ราคาอยู่ที่ ประมาณ900 เหรียญสหรัฐต่อตัน  (รัฐต้องใช้กองทุนเข้ามาชดเชยราคาส่วนต่าง ระหว่างราคาควบคุม และราคานำเข้า)

***ในข้อเท็จจริงตามข้อมูลของกระทรวงพลังงาน  แอลพีจีภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรม นั้นซื้อแอลพีจีจากโรงแยกก๊าซ เพื่อเป็นเชื้อเพลิง ในราคาที่รัฐควบคุม คือ330เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือประมาณ 10.80บาทต่อกิโลกรัม แต่ปิโตรเคมีที่ซื้อแอลพีจีจากโรงแยกก๊าซนั้น ซื้อในสูตรราคาที่อิงกับราคาเม็ดพลาสติกในตลาดโลก อยู่ที่ประมาณ 18บาทต่อกิโลกรัม  ดังนั้น ที่มีคนบอกว่าปิโตรเคมี ใช้ทรัพยากรก๊าซธรรมชาติ ในราคาที่เอาเปรียบผู้ใช้ภาคอื่นๆ จึงไม่จริง  (เพราะไม่สามารถเอาราคาขายปลีกสุดท้ายมาเทียบกันได้ เพราะแอลพีจีในปิโตรเคมี ไม่มีราคาขายปลีก)

การที่แอลพีจีภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรม ต้องซื้อแอลพีจีในราคาสุดท้ายที่แตกต่างกันนั้น เพราะมีการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในอัตราต่างกัน แถมยังต้องบวก ภาระค่าชดเชยส่วนต่างแอลพีจีนำเข้า เข้าไปด้วย  เรียกว่ายิ่งใช้กันมากนำเข้ากันมาก ก็ต้องยิ่งชดเชยกันมาก   นักสู้พลังงานกลุ่มหนึ่ง (เรียกตามพระพุทธอิสระ)  จึงคิดเอาง่ายๆ ว่าเมื่อครัวเรือนและขนส่งใช้ไม่พอ ก็ต้องไปบอกให้ปิโตรเคมี เลิกใช้ (หรือถ้าอยากจะใช้ก็ต้องไปนำเข้ามาเอง)  ภาระการชดเชยก็จะลดลง  และสามารถจะได้ใช้แอลพีจีในราคาต่ำ โดยไม่ต้องปรับราคา  (ไม่คิดเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพยากรปิโตรเลียมเลย)

ถ้าอยากจะให้แอลพีจี ภาคขนส่ง มีราคาที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคจริง นักสู้พลังงานควรจะจี้ให้รัฐเข้าไปดูค่าการตลาดของผู้ค้าแอลพีจี ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3.25บาทต่อกิโลกรัม สูงกว่าค่าการตลาดน้ำมัน โดยเฉพาะราคาหน้าปั๊ม ที่แปลงเป็นลิตร (เอา0.54คูณราคาที่เป็นกิโลกรัม ก็จะได้ราคาเป็นลิตร  ปั๊มแอลพีจีหลายแห่ง ขายอยู่ที่14บาทต่อลิตร  ทั้งๆที่ราคาแอลพีจีที่ปรับมาอยู่ที่ 22บาทต่อกิโลกรัม เมื่อแปลงค่าเป็นลิตร อยู่ที่ 11.88บาทต่อลิตร  เท่านั้น จึงไม่แปลกใจว่าทำไมปั๊มแอลพีจี จึงผุดขึ้นราวดอกเห็ด

ทางออกของแอลพีจี ที่ควรจะเป็น คือต้องปรับราคาหน้าโรงแยกขึ้นมาให้สะท้อนต้นทุน  และรัฐยังให้การช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบ  โดยอาจจะต้องเก็บเงินในส่วนของแอลพีจีภาคขนส่งเพิ่มขึ้น ให้เป็นราคาเดียวกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าแอลพีจีลงได้   อย่าลืมว่าแอลพีจี เป็นทรัพยากรที่มีค่าในผสมอยู่ในเนื้อก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย  ที่รัฐควรจะใช้สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างคุ้มค่าเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม มิใช่คุมราคาจนเกิดการใช้อย่างไม่บันยะบันยัง  เปลี่ยนสถานะจากที่เคยส่งออก มาเป็นผู้นำเข้า เหมือนเช่นปัจจุบัน

                                                     Energy24hours 

Comment : ทำไมแอลพีจีต้องสะท้อนต้นทุนจริง
รายการอื่นๆที่น่าสนใจ