GGC แกนนำธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมของกลุ่ม PTTGC พร้อมขายIPO

04/04/2017 | 719 | Tags : News cate_sub_2_1

GGC แกนนำธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมของกลุ่ม PTTGC พร้อมขายIPO







 บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC บริษัทแกนนำในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมของกลุ่ม PTTGC ประกาศแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) พร้อมนำเสนอข้อมูลของบริษัทฯ ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ผลิตเมทิลเอสเทอร์รายใหญ่ และเป็นผู้ผลิตแฟตตี้แอลกอฮอล์เพียงรายเดียวในประเทศไทยมากว่า 10 ปี  บริษัทฯ มีแผนที่จะเสนอขายหุ้นเป็นจำนวนไม่เกิน 246,666,700 หุ้นให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินอีกจำนวนไม่เกิน 37,000,000 หุ้น  ซึ่ง GGC จะเป็นบริษัทผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมบริษัทแรกที่จดทะเบียนบนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในกลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ โดยจะมีการเปิดจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ ในระหว่างวันที่ 20 - 21 และ 24 เมษายน นี้

นายจิรวัฒน์ นุริตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า "ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา GGC มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และฐานะทางการเงินที่มั่นคง ประกอบกับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของทีมงานผู้บริหารระดับสูง และความได้เปรียบในด้านความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์กับกลุ่ม PTTGC และกลุ่ม ปตท. บริษัทฯ จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้ เรา พร้อมแล้วสำหรับการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก โดยจะนำเงินที่ได้รับจากการเพิ่มทุนครั้งนี้มาลงทุนในโครงการเมทิลเอสเทอร์แห่งที่ 2 ที่อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี โครงการพัฒนาไบโอคอมเพล็กซ์ (Biocomplex) ระยะที่ 1 ที่ จังหวัดนครสวรรค์ และนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนและเงินลงทุนเพิ่มเติม (หากมีความจำเป็น) ในทั้ง 2 โครงการดังกล่าว ทั้งนี้ GGC มุ่งหมายที่จะขยายธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมใน 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ คือ 1) เชื้อเพลิงชีวภาพ 2) เคมีชีวภาพที่ผลิตจากปาล์ม (โอลีโอเคมี) และอ้อย และ 3) พลาสติกชีวภาพ ที่จะเป็นกำลังสำคัญของการเติบโตของ GGC ในอนาคต"

ปัจจุบัน GGC  มีกำลังการผลิตติดตั้งเมทิลเอสเทอร์อยู่ที่ 300,000 ตันต่อปี  กำลังการผลิตติดตั้งแฟตตี้แอลกอฮล์อยู่ที่ 100,000 ตันต่อปี และกำลังการผลิตติดตั้งกลีเซอรีนบริสุทธิ์อยู่ที่ 31,000 ตันต่อปี โดยอัตรากำลังการผลิตของโรงงานของบริษัทฯ อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

นายจิรวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า "การเพิ่มกำลังการผลิตเมทิลเอสเทอร์ด้วยการสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่มีกำลังการผลิตติดตั้งที่ 200,000 ตันต่อปี เป็นการตอบสนองต่อแนวโน้มในการเติบโตของอุปสงค์ที่ดีในอนาคต จากการประมาณการโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานว่าการบริโภคเมทิลเอสเทอร์จะสูงขึ้นถึง 5 ล้านลิตรต่อวันภายในปี 2569 และ 14.0 ล้านลิตรต่อวันภายในปี 2579  นอกจากนี้ การมีโรงงานผลิตเมทิลเอสเทอร์แห่งที่ 2 จะช่วยให้บริษัทฯ มีความยืดหยุ่นในการจัดสรรวัตถุดิบและสามารถปรับกำลังการผลิตให้มีความเหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุด"

"สำหรับโครงการไบโอคอมเพล็กซ์ มีแผนการพัฒนาเป็น 2 ระยะ ในระยะที่หนึ่ง บริษัทฯ วางแผนที่จะร่วมทุนกับ บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS โดยโครงการไบโอคอมเพล็กซ์ระยะที่หนึ่ง จะประกอบด้วย (1) โรงผลิตน้ำอ้อยและน้ำเชื่อมจากอ้อยซึ่งมีกำลังการหีบอ้อย 2.4 ล้านตันต่อปี (2) โรงงานเอทานอลซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้งประมาณ 186 ล้านลิตรต่อปี (3) โรงงานไฟฟ้าชีวมวลและผลิตไอน้ำความดันสูง เพื่อใช้ในโครงการฯ รวมทั้งสามารถจำหน่ายปริมาณการผลิตส่วนเกินให้แก่บุคคลภายนอก และ (4) โครงสร้างสาธารณูปโภคเพื่อรองรับโครงการฯ และโครงการธุรกิจเคมีชีวภาพในอนาคต สำหรับในระยะที่สอง เพื่อให้มีการลงทุนต่อเนื่อง บริษัทฯ กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพและเคมีชีวภาพโดยใช้น้ำอ้อย เอทานอล ผลิตภัณฑ์อื่นๆ และผลิตภัณฑ์พลอยได้จากโครงการ"

ทั้งนี้ โรงงานผลิตเมทิลเอสเทอร์แห่งที่ 2 อยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง และคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการผลิตได้ในปี 2561 ในขณะที่โครงการไบโอคอมเพล็กซ์ อยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้และรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุน รวมไปถึงการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การออกแบบทางวิศวกรรม ตลอดจนการขออนุญาตต่างๆ ทางกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างในไตรมาสที่ 4 ปี 2560 และคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2562

"GGC เชื่อมั่นว่า ประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม ประกอบกับความโดดเด่นในอุตสาหกรรมโอลีโอเคมีระดับภูมิภาค และศักยภาพที่จะเติบโตในอุตสาหกรรม และ ความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์กับกลุ่ม PTTGC และ กลุ่ม ปตท. ชื่อเสียงด้านการค้าที่แข็งแกร่ง ผลิตภัณฑ์และมาตรฐานการให้บริการที่มีคุณภาพ รวมถึงทำเลที่ตั้งของโรงงานในเชิงยุทธศาสตร์ในเขตอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ใกล้ชิดทั้งกับคู่ค้าและลูกค้า จะช่วยส่งเสริมให้บริษัทฯ เดินหน้าเป็นผู้นำในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างมั่นคง พร้อมกับสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อไปในระยะยาว" นายจิรวัฒน์ กล่าว

การเสนอขายในครั้งนี้ มีบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด และ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย โดยนักลงทุนสามารถจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ ได้ระหว่างวันที่ 20 ? 21 และ 24 เมษายน รวม 3 วันทำการ ภายในระยะเวลาทำการ ที่สำนักงานของผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายข้างต้น   นอกจากนี้ ยังมีบริษัทหลักทรัพย์ที่ร่วมจัดจำหน่ายอีก 7 แห่ง ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ตามรายละเอียดในหนังสือชี้ชวน

บริษัทฯ จะประกาศราคาเสนอขายในภายหลังบนเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. (www.sec.or.th) และเว็บไซต์ของ GGC (www.ggcplc.com)
Comment : GGC แกนนำธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมของกลุ่ม PTTGC พร้อมขายIPO