SPCG จับมือ PEA ENCOM ลงทุนโซลาร์ฟาร์มในพื้นที่ EEC



 

นางวันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) (SPCG) กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 เพื่อที่จะผลักดันให้ภาคตะวันออก 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง ทันสมัย เพื่อเพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับโลก โดยจัดให้มีบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร จัดสร้างโครงสร้าง พื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพสูง มีการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพัฒนาพื้นที่ EEC ให้เป็นพื้นที่สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) ด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ที่เป็นพลังงานสะอาด เพื่อให้เกิดเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society)

คณะกรรมนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ) ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) รับผิดชอบ ในการจัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการ และทันการเจริญเติบโตของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และให้จัดหาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด เพื่อใช้ในพื้นที่ EEC โดย PEA ได้มอบหมายให้บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว

                บริษัทได้ร่วมมือกับ PEA ENCOM ในการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาพื้นที่ EEC ให้เป็นพื้นที่ที่ใช้พลังงานสะอาด และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม สร้างสุขให้ทั้งนักลงทุน ผู้ประกอบการ ในพื้นที่ EEC และประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ ด้วยการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว ยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลดการเกิดปัญหามลพิษทางอากาศ สอดคล้องตามแผนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาพื้นที่ EEC ที่กำหนดไว้ว่า "การพัฒนาพื้นที่ EEC ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระดับนานาชาติ เพื่อการนำไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy การพัฒนาที่ยั่งยืน และขับเคลื่อนให้พื้นที่ EEC เป็นสังคมคาร์บอนต่า (Low Carbon Society)" จนนำไปสู่ผลสำเร็จของโครงการจัดหาพลังงานไฟฟ้า พลังงานสะอาด (พลังงานแสงอาทิตย์) และพลังงานสำรอง (ระบบกักเก็บพลังงาน) เพื่อใช้ในเขต EEC

โดยมีเป้าหมายระยะแรกไม่น้อยกว่า 500 เมกะวัตต์ ตั้งแต่ปี 2564-2569 มูลค่าการลงทุนกว่า 23,000 ล้านบาท โดย SPCG มีแผนจะขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อรับสิทธิยกเว้นและลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล คาดว่าจะพัฒนาแล้วเสร็จรวมอย่างน้อย 300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2564 และอีกไม่น้อยกว่า 200 เมกะวัตต์ ภายในปี 2569 โดยจะทยอยรับรู้รายได้ ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป

ในการใช้พลังงานในเขต 3 จังหวัดนี้ ได้กำหนดสัดส่วนให้การใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อพลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้าจะอยู่ที่ร้อยละ 70:30 นั่นคือ การใช้พลังงานสะอาดจากพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานอื่น ๆ ที่จะตามมาในอนาคต จะเพิ่มขึ้นและเพียงพอต่อความต้องการ

โครงการนี้จะช่วยให้เกิดการจ้างงานกว่า 50,000 คนในช่วงของการพัฒนาโครงการ อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ให้แก่ผู้มีงานทำ ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การดูแลสังคมและสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน ชุมชน และสาธารณูปโภคของสังคม รวมถึงยังช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ไม่น้อยกว่า 11 ล้านตันคาร์บอน ภายในระยะเวลา 30 ปี หรือประมาณ  4 แสนตันคาร์บอนต่อปี

 

Comment : SPCG จับมือ PEA ENCOM ลงทุนโซลาร์ฟาร์มในพื้นที่ EEC
รายการอื่นๆที่น่าสนใจ