กพช.กำหนดกรอบ1ปีเลือกเอกชนเดินหน้าสัมปทานฯที่จะหมดอายุ

14/05/2015 | 1595 | Tags : กพช. สัมปทาน

กพช.กำหนดกรอบ1ปีเลือกเอกชนเดินหน้าสัมปทานฯที่จะหมดอายุ

ในวันนี้ (14 พ.ค. 2558) ปัญหาด้านพลังงานหลายอย่างได้ถูกอนุมัติให้ดำเนินการแก้ไข โดยผ่านความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยนายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้เวลากระทรวงพลังงาน 1 ปี ตั้งอนุกรรมการพิจารณาเร่งคัดเลือกเอกชนมาดำเนินการผลิตปิโตรเลียมให้ได้ก่อนที่สัมปทานปิโตรเลียมแหล่งบงกช และเอราวัณ จะหมดอายุในปี 2565-2566 แต่ต้องศึกษาระบบเรียกเก็บผลประโยชน์เข้ารัฐใหม่ โดยให้พิจารณาว่าจะใช้ระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต(พีเอสซี) หรือระบบจ้างผลิต อย่างเหมาะสมกับประเทศไทย รวมทั้งต้องศึกษาการให้ภาครัฐเข้าไปร่วมทุนในครั้งนี้ด้วย

สำหรับแหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุได้แก่ แหล่งบงกชเหนือและใต้ ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) กำลังผลิตก๊าซธรรมชาติ 870 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และแหล่งเอราวัณ ของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กำลังผลิต 1,240 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน รวมทั้งสองแหล่งคิดเป็น 76% ของการผลิตก๊าซฯทั้งหมดในอ่าวไทย หรือประมาณ 2,100-2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ทั้งนี้หากดำเนินการหารายใหม่มาผลิตก๊าซฯต่อไม่ทันจะทำให้ไทยต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ที่นำเข้าจากต่างประเทศมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าแทน และจะทำให้ค่าไฟฟ้าพุ่งขึ้น 85 สตางค์ต่อหน่วย

นอกจากนี้ กพช.ยังเห็นชอบแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว 21 ปี  พ.ศ. 2558-2579 (พีดีพี 2015 ) ซึ่งจะลดสัดส่วนการใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้าเหลือเพียง 40% จากปัจจุบันใช้กว่า 68% เพิ่มถ่านหินจาก 19% เป็น 20-25% เพิ่มพลังงานหมุนเวียนจาก 8% เป็น 15-20% ซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากต่างประเทศ 15-20% และเลื่อนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปอยู่ปลายแผนปี 2579 ในสัดส่วน 5% ของสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ทั้งนี้จะทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย1.9% ต่อปี และค่าไฟฟ้าเฉลี่ย21 ปี อยู่ที่ 4.58 บาทต่อหน่วย ส่วนกรณีสำรองไฟฟ้าพุ่งสูงสุดกว่า 30% ของปริมาณไฟฟ้าปกติ ในปี 2562-2567 ซึ่งจะมีผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นด้วยนั้น ทาง กพช. สั่งการให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ไปดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป

พร้อมกันนี้ยังเห็นชอบแผนระบบรับส่งและโครงสร้างท่อก๊าซธรรมชาติ โครงการระยะที่1 โดยมอบหมายให้บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการ 3 โครงการ อาทิ โครงการปรับปรุงท่อก๊าซฯขนอมใหม่ โครงการท่อในทะเลเชื่อมต่อแหล่งก๊าซฯอุบลในอ่าวไทย เป็นต้น  วงเงินลงทุน 13,900 ล้านบาท

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 นั้น อาจจะต้องเลื่อนออกไปอีก หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ไม่สามารถแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมได้เสร็จตามกรอบเวลา 3 เดือน(มี.ค.-พ.ค. 2558) ดังนั้นกระทรวงพลังงานอาจต้องเลื่อนการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมออกไปอีกครั้งหลังจากเลื่อนมา 2 รอบแล้ว

นายชวลิต พิชาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า นอกจากนี้ กพช.ยังได้เห็นชอบปรับลดสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ สำหรับน้ำมันสำเร็จรูปลงเหลือ 1% จากเดิมสำรองอยู่ 5% เท่ากับเหลือสำรองเพียง 4 วัน จากเดิมสำรอง 18 วัน แต่ให้คงสำรองน้ำมันดิบไว้ 6% หรือกว่า 21 วัน  ตามเดิม เนื่องจากราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงและการขนส่งน้ำมันในตลาดโลกสะดวกขึ้น รวมทั้งจะทำให้ผู้ค้าน้ำมันนำน้ำมันออกมาขายเกิดการแข่งขันด้านราคาในอนาคต และจะทำให้ราคาลดต่ำกว่า 9-10 สตางค์ต่อลิตรภายในเดือนมิ.ย. 2558 นี้ อย่างไรก็ตามหากราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นสูงอีกครั้ง กระทรวงพลังงานสามารถออกประกาศสำรองน้ำมันเพิ่มภายใน 1 เดือนและเสนอเข้า กพช.ได้

นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ กล่าวว่า เรกูเลเตอร์ได้ยกเลิกสัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้า 99 โครงการ 354 เมกะวัตต์ เนื่องจากไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและเลยกำหนดขายไฟฟ้าเข้าระบบตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้ว นอกจากนี้ยังจับตามองอีก 83 โครงการ 1,482 เมกะวัตต์ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะผลิตไฟฟ้าไม่ทันตามสัญญา โดยหากไม่สามารถผลิตได้ตามกำหนดทางเรกูเลเตอร์จะบอกเลิกสัญญา และนำปริมาณไฟฟ้าที่เหลือทั้งหมดประมาณ 1,836 เมกะวัตต์ ไปให้ทางกระทรวงพลังงานจัดสรรเป็นนโยบายต่อไป

นายทวารัฐ สูตะบุตร รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ได้มีการรายงาน กพช. เกี่ยวกับผลการศึกษาสายส่งไฟฟ้าในอนาคตพบว่า ในช่วง 3 ปี (พ.ศ. 2559-2561) จะเกิดปัญหาสายส่งไม่เพียงพอรองรับการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม โดยเฉพาะในภาคอีสาน โดยการศึกษาพบว่าสายส่งไฟฟ้าจะมีขีดจำกัดรองรับได้เพียงแค่ 3,400 เมกะวัตต์เท่านั้นในช่วง 3 ปีดังกล่าว ซึ่งแบ่งเป็นพื้นที่ของการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) 1,800 เมกะวัตต์ และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(พีอีเอ) 1,600 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ กพช. ได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานไปดำเนินการหาแนวทางแก้ไขต่อไป

ส่วนโครงการประมูลผลิตไฟฟ้าด้วยระบบขอรับเงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง(ฟีทอินทารีฟ บิดดิ้ง) นั้น ได้ขออนุมัติ กพช. เลื่อนการเปิดประมูลไปเป็นเดือน ก.ค. 2558 แทน จากเดิมที่จะเริ่มในไตรมาสแรกของปี 2558 ทั้งนี้เนื่องจากรายละเอียดยังไม่เรียบร้อย

อย่างไรก็ตามนายกฯ ได้มอบหลักการให้ดำเนินการเป็น 2 ส่วน คือ 1. ฟีทอินทารีฟ บิดดิ้ง สำหรับโรงไฟฟ้าที่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ได้แก่ โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ และโรงไฟฟ้าพลังงานลม และ 2. กลุ่มที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ โดยต้องพิจารณาตามความเหมาะสมของพื้นที่ที่มีศักยภาพ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำและโรงไฟฟ้าขยะ  โดยทั้งสองกลุ่มจะต้องเข้าระบบผลิตไฟฟ้าพร้อมกันใน 3 ปีจากนี้ ซึ่งกระทรวงพลังงานจะรับไปดำเนินการต่อไป

-------------------------------

Comment : กพช.กำหนดกรอบ1ปีเลือกเอกชนเดินหน้าสัมปทานฯที่จะหมดอายุ
รายการอื่นๆที่น่าสนใจ