อย่าให้ประเทศเสียโอกาส


อย่าให้ประเทศเสียโอกาส


การระดมมวลชน ของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) มายื่นหนังสือคัดค้านร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ของกระทรวงพลังงาน ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านกฏหมายของรัฐ  และกำลังจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ที่ทำเนียบรัฐบาล และต่อประธาน สนช. เมื่อวันที่9ก.ค. 2558 เป็นการพิสูจน์ว่าในที่สุดแล้วรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะกล้าตัดสินใจสวนกระแสมวลชน  เดินหน้าเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่21 หรือไม่ หลังจากที่ยื้อเวลามากว่า9เดือนแล้ว

ถ้าย้อนรอยไปดูมวลชนฝั่ง คปพ. ก็จะเห็นการประกอบร่างกันมาจาก เครือข่ายคนหลายกลุ่ม ทั้งสื่อASTV ผู้จัดการ จากท่าพระอาทิตย์ และมวลชนดั้งเดิมที่เคยร่วมต่อสู่มาสมัยที่เป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ,เครือข่ายมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค,เครือข่ายประชาชนต่อต้านคอรัปชั่น ,กลุ่มนายทหารนอกราชการ,กลุ่มวิศวจุฬาปฏิรูปประเทศ ,ฯลฯ ที่มีแนวคิดและข้อมูลไปในแนวทางเดียวกันค่อนข้างเหนียวแน่น และไม่เปิดรับข้อมูลชุดใหม่

ความเชื่อที่ว่าประเทศไทยยังคงมีทรัพยากรปิโตรเลียมเหลืออยู่จำนวนมาก ,ระบบสัมปทานเป็นระบบที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์,ระบบแบ่งปันผลผลิตแบบเปโตรนาสของมาเลเซีย คือทางออก, การตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ที่เป็นองค์กรอิสระซึ่งรัฐถือหุ้น100% ทำให้สามารถต่อรองและกำกับดูแลผลประโยชน์ของรัฐได้ดีกว่าข้าราชการกระทรวงพลังงานซึ่งไม่น่าไว้วางใจ  ฯลฯ นั้นถูกป้อนให้กับมวลชนที่ไม่เคยมีพื้นฐานเรื่องของปิโตรเลียม มาก่อน อย่างต่อเนื่อง ยาวนาน  จนทำให้ คปพ.มีพลังมวลชนที่คล้อยตามข้อมูลแบบฝังหัว เป็นแฟนพันธุ์แท้ ที่เป็นแรงกดดันรัฐบาลได้พอสมควร  

อย่างไรก็ตามโจทย์ที่ยากของรัฐบาล คือข้อมูลของคปพ. ซึ่งนำมาสู่ข้อเสนอที่ยากจะนำไปปฏิบัติ เพราะไม่ถูกต้องครบถ้วน เนื่องจากฝ่ายรัฐรู้ดีว่า ปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่เหลืออยู่นั้นมีศักยภาพที่ลดลง  แหล่งปิโตรเลียมที่ค้นพบในรอบสำรวจหลังๆมีขนาดเล็ก  แปลงสำรวจที่เปิดใหม่รอบที่21 นั้นเป็นแปลงสำรวจที่เคยเปิดมาแล้วหลายครั้งในรอบก่อนหน้านี้   จึงพยายามที่จะชักจูงให้เอกชนมายื่นขอสำรวจ มากกว่าที่จะตั้งกำแพงเรียกร้องผลประโยชน์ด้วยระบบแบ่งปันผลผลิต เหมือนอย่างที่ คปพ.ต้องการเพราะเกินกว่าศักยภาพ หากทำเช่นนั้นอาจจะทำให้การสำรวจปิโตรเลียมของประเทศหยุดชะงักเหมือนเมื่อครั้งที่ใช้ระบบสัมปทานไทยแลนด์ทู    นอกจากนี้ การตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติที่มีเครือข่ายคนของคปพ.เข้ามานั่งอยู่เต็มไปหมด  อาจจะทำให้ประสิทธิภาพในการกำกับดูแลลดลงไปกว่าเดิม  เพราะไม่ใช่คนที่รู้เรื่องและมีความรู้เรื่องของปิโตรเลียมที่มีความซับซ้อนและต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญ จึงจะไล่ทันภาคเอกชน


ประเทศไทยนั้นทิ้งช่วงการเปิดให้เอกชนยื่นสำรวจมานานกว่า8ปีแล้ว โดยความพยายามที่จะเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 ที่กระทรวงพลังงานออกประกาศไปเมื่อเดือนตุลาคมปี2557 นั้นถูกชะลอมาจนถึงปัจจุบัน เพราะนายกรัฐมนตรี ต้องการที่จะลดกระแสต้านด้วยการให้เพิ่มเติมทางเลือกของระบบแบ่งปันผลผลิตเข้าไปในกฏหมายปิโตรเลียมด้วย ตามข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี  จนนำมาสู่ร่างแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียมทั้ง2ฉบับ นี้ ซึ่งหากรัฐบาลยอมถอนร่างกฏหมายดังกล่าวที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ไป แล้ว ก็จะยิ่งทำให้โอกาสการเปิดสำรวจปิโตรเลียม ยากยิ่งขึ้นไปอีก


ความสำคัญของการเปิดให้เอกชนยื่นสำรวจปิโตรเลียมรอบที่21 ที่อาจจะเป็นรอบสุดท้าย นั้นเพื่อที่จะให้รัฐได้รู้ว่า ศักยภาพปิโตรเลียมของไทยยังมีเหลืออยู่จริงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากยังมีอยู่ก็จะได้นำขึ้นมาใช้ประโยชน์เพื่อลดการนำเข้า  แต่หากไม่มีเหลือ รัฐก็จะสามารถวางแผนที่จะนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจี มาทดแทนมากขึ้น หรือไปเพิ่มสัดส่วนของถ่านหินในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น   โดยหากไม่เปิดให้มีการสำรวจก็เท่ากับเป็นการทิ้งโอกาสที่จะนำทรัพยากรปิโตรเลียมมาใช้ 


จึงต้องติดตามว่า พลเอกประยุทธ์ จะตัดสินใจและเดินเกมเรื่องนี้อย่างไร ที่จะให้มวลชนส่วนใหญ่ยังสนับสนุนรัฐบาล และสามารถที่จะเดินหน้าเปิดสัมปทานได้ โดยที่ไม่ปล่อยให้ประเทศต้องเสียโอกาส จากชุดความเชื่อที่ไม่ได้อยู่บนฐานข้อมูลที่เป็นจริง 

 

Comment : อย่าให้ประเทศเสียโอกาส
รายการอื่นๆที่น่าสนใจ