ผ่าน1เดือน อนันตพร สัญญาณเริ่มชัด รัฐเดินหน้าสัมปทาน,โรงไฟฟ้าถ่านหิน


ผ่าน1เดือน อนันตพร สัญญาณเริ่มชัด

รัฐเดินหน้าสัมปทาน,โรงไฟฟ้าถ่านหิน

 

ดูเหมือนว่า1เดือนในการทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ของพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ จะผ่านไปยังรวดเร็ว และถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการตัดสินใจเชิงนโยบายในเรื่องสำคัญที่เป็นประเด็นอยู่ในความสนใจของสังคม อย่างการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 และการเดินหน้าให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ แต่ก็มีสัญญาณที่ชัดเจน ว่าพลเอกอนันตพร นั้นเชื่อมั่นในข้อมูลฝ่ายรัฐ มากกว่าข้อมูลฝั่งเครือข่ายภาคประชาชนที่คัดค้าน ที่นอกจากข้อมูลจะไม่ถูกต้องครบถ้วนแล้ว  แนวทางการต่อสู้คัดค้านของคนบางกลุ่มยังดูมีเบื้องหลังทางการเมือง และแรงสนับสนุนจากเอ็นจีโอต่างประเทศที่คอยต่อท่อน้ำเลี้ยงมาให้

พลเอก อนันตพร ใช้เวลาช่วง1เดือน เดินสายรับฟังข้อมูลจากฝ่ายบริหาร ไล่เลียงจนครบทุกกรม ตั้งแต่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ(ชธ.) และรัฐวิสาหกิจในกำกับดูแลอย่าง ปตท.และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) รวมทั้งการเดินทางลงพื้นที่แหล่งผลิตปิโตรเลียม บงกชเหนือ ของปตท.สผ. เพื่อดูกระบวนการจริงในการผลิตปิโตรเลียม   ในขณะที่ข้อมูลจากฝั่งภาคประชาชน นั้นอาศัยช่องทางของกรรมาธิการพลังงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ที่ตัวพลเอก อนันตพร เองเคยเป็นสนช.มาก่อน และมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับ สนช.ฝั่งภาคประชาชน หลายคน

"เราต้องรับฟังเขาก่อน อย่ามองเขาเป็นศัตรู เรื่องไหนที่เขายังเข้าใจไม่ถูกต้อง ก็ต้องพยายามชี้แจงให้เกิดความเข้าใจ ด้วยความอดทน "บางช่วงบางตอนที่ พลเอกอนันตพร  ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ

สัญญาณที่ชัดเจนที่กระทรวงพลังงานจะเดินหน้าเปิดให้เอกชนยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม คือ ร่างแก้ไขกฏหมายทั้ง2ฉบับ คือ พรบ.ปิโตรเลียม 2514 และพรบ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 2514 ที่มีการนำกลับมาทบทวนใหม่ หลังจากที่ได้มีการหารือร่วมกับตัวแทนเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) และกรรมาธิการพลังงาน ของสนช.แล้ว โดยพลเอก อนันตพร จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ภายในเดือนตุลาคม นี้ หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการของสนช. และคาดว่าจะออกประกาศเชิญชวนเอกชนได้ประมาณต้นปี2559   โดยสาระสำคัญของกฏหมายยังคงยึดแนวทางของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ คือเพิ่มทางเลือกของระบบแบ่งปันผลผลิต ในแบบเดียวกับที่ใช้ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย โดยที่ไม่ต้องมีการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ

ข้อเท็จจริงที่พลเอกอนันตพร  ตระหนัก  คือประเทศไทยไม่ได้มีน้ำมันมากมายเหมือนซาอุ อย่างที่ใครบางคนชูขึ้นเป็นประเด็นให้ประชาชนสับสน โดยโครงสร้างทางธรณีวิทยาของไทย เป็นกระเปาะเล็กๆที่กระจายตัวอยู่ ซึ่งจะต้องมีการลงทุนหลุมผลิตในแต่ละปีมากกว่า แหล่งผลิตอื่นๆ อย่างมาเลเซีย หรือเมียนมา

ในขณะที่ประเด็นโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ นั้น พลเอกอนันตพร เข้าใจดีว่าการผลิตไฟฟ้าของไทยนั้นพึ่งพาสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติมากเกินไป และความจำเป็นที่ภาคใต้จะต้องมีโรงไฟฟ้าในพื้นที่เพื่อความมั่นคงทางไฟฟ้า และที่ต้องสร้างในจังหวัดกระบี่ ก็เพราะ กฟผ.มีพื้นที่ก่อสร้างอยู่แล้ว ไม่ต้องจัดหาพื้นที่ใหม่ ที่จะทำให้ต้นทุนการก่อสร้างสูงขึ้น  แต่ประเด็นที่จะต้องดำเนินการเพิ่มเติมนอกจากการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ก็คือ ทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการยอมให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ ที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้มากขึ้น

การแต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ที่มีการตั้งดร.คุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงานที่เพิ่งเกษียณอายุราชการไปเมื่อวันที่30ก.ย.ที่ผ่านมาให้มาช่วยทำงานต่อ รวมทั้งตั้ง นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่ากฟผ. เข้าไปนั่งในตำแหน่งดังกล่าว โดยที่ไม่มีตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนที่เป็นคู่กรณี เข้าไปด้วย ก็ดูเหมือนจะเป็นการส่งสัญญาณอีกด้าน ว่ารัฐบาลเดินหน้าแน่เรื่องเปิดสัมปทานปิโตรเลียม และโรงไฟฟ้าถ่านหิน

 

คงต้องคอยติดตาม การขยับหมากของพลเอกอนันตพร ว่าจะเดินผ่านกระแสต้านที่เคยมีอยู่เดิม ทั้งเรื่องสัมปทานและโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ อย่างไร ซึ่งหากทำได้สำเร็จตามแผนที่วางเอาไว้ ก็ถือว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จัดวางขุนศึกคู่กาย มาทำงานใหญ่ได้อย่างถูกที่ ถูกเวลา 

Comment : ผ่าน1เดือน อนันตพร สัญญาณเริ่มชัด รัฐเดินหน้าสัมปทาน,โรงไฟฟ้าถ่านหิน
รายการอื่นๆที่น่าสนใจ